แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Movie Review แสดงบทความทั้งหมด

[What's In] Live-Action Fullmetal Alchemist | เอ็ดเวิร์ด เอริคและยามะเรียว เมื่อความโอตะและความติ่งมาบรรจบ



เดือนเมษานี้บล็อกนี้ก็ครบรอบปีพอดี ปีนี้เราไม่ได้เล่นApril Fool'sอะไรเลยเพราะคิดมุกไม่ออก(แงง)
แต่ ! ! !
เดือนนี้ไม่ได้เป็นเดือนหงอยเหงาอีกต่อไปเพราะมีข่าวนี้ออกมา ไม่มีข่าวอะไรที่ทำให้ดีใจ แบบจะร้องไห้น้ำตาไหลไปด้วยความปลาบปลื้มปลื้มปิติที่่สุดในตั้งแต่เริ่มปีมานี้อีกแล้วจริงๆ นี่ตอนเลื่อนเจอข่าวนี้ขนลุกซู่และน้ำตาคลอ (คือเข้าเรื่องเหอะมึง)

ข่าวที่จะบอกคือ

FULLMETAL ALCHEMIST หรือ แขนกลคนแปรธาตุ กำลังจะทำเป็นLive Action ภาคคนแสดง !
(กรี้ดสิคะ รออะไรรรรรรรรร)
บางคนเปิดมานี่อาจจะงงว่า Fullmetal Alchemist ที่พูดถึงอยู่นี่คืออะไร เราจะขออธิบายสั้นๆได้ใจความว่า Fullmetal Alchemist หรือ FMA ก็คือมังงะที่ได้ทำเป็นอนิเมะตอนปี2003-2004 ที่โคตรจะดัง ดังมากมาก ดังแบบดังไม่หวาดไม่ไหว อนิเมะเรื่องนี้กวาดรางวัลมามากมายทั้งเวอร์ชั่นภาคญี่ปุ่นและภาคอังกฤษ(มั้ง) แต่ที่แน่ๆใครที่เป็นแฟนอนิเมะสมัยนั้น(เรียกสมัยนั้นแล้วแลดูเก่าแก่มาก)จะรู้เลยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ภาพสวยที่สุด(เราคิดแบบนั้นอะนะ) Productionและองค์ประกอบหลายๆอย่างในเรื่องรวมทั้งเพลงประกอบคือดีมาก มันดีงามเข้ากันไปหมดทั้งOSTของเรื่องหรือพวกเพลงประกอบอย่าง Melissa ของ Porno Graffitti, Ready Steady Go ของ L'arc~en~Ciel, Undo ของ Cool Joke หรือ Rewrite ของ Asian Kung-Fu Generation(กดลิงค์ที่ชื่อเพลงไปลองฟังกันได้) เราก็เป็นหนึ่งในแฟนตัวยงของอนิเมะเรื่องนี้ก็ได้กว้านซื้อฟิกเกอร์Edward Elricมาอย่างบ้าคลั่งแบบคนไร้สติ เพลงก็ร้องได้ตั้งแต่เปิดเรื่องยันจบเรื่อง Photobook แมกกาซีน เจอหน้าEdward Elricก็หยิบทันที หลงนักเล่นแร่แปรธาตุของทางการคนนี้มากถึงมากที่สุด 
กลับเข้ามาเรื่องเนื้อหาของอนิเมะเรื่องนี้ก่อน (นี่ขนาดบอกว่าจะอธิบายสั้นๆได้ใจความนะเนี่ย)
เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของสองพี่น้องตระกูลElric Edward Elric และ Alphonse Elric ที่สูญเสียแม่ไปตั้งแต่ยังเด็กและทั้งสองคนก็พยายามเรียนรู้วิธีการเล่นแร่แปรธาตุโดยที่มีความคิดว่าจะสามารถชุบชีวิตคุณแม่ที่เสียไปแล้วขึ้นมาโดยการเล่นแร่ได้ แต่...อย่างที่เราก็รู้กันอยู่ว่าเมื่อคนตายไปแล้ว ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่สามารถชุบชีวิตคนตายขึ้นมาใหม่ได้เพราะถึงแม้ว่าทางทฤษฎีจะมีเขียนไว้มากมายเท่าไหร่ก็ได้ตาม ไม่มีใครสามารถทำให้มันสำเร็จได้เลยซักคนเดียว เพราะกฎของการเล่นแร่แปลธาตุคือการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม และการชุบวิญญาณของคนตายถ้าไม่จ่ายสิ่งที่เท่าเทียมกันออกไปก็จะไม่สำเร็จ ระหว่างการเล่นแร่เพื่อชุบชีวิตแม่ Alโดนแย่งชิงร่างกาย ส่วนEdเสียขาซ้ายและยอมเสียสละแขนขวาเพื่อนำวิญญาณของน้องชายกลับมาฝังไว้กับหุ่นเกราะเหล็กแทน การเดินทางในเรื่องคือเป็นการเดินทางตามหาศิรานักปราชญ์ของสองพี่น้องเพื่อจะช่วงชิงของที่สูญเสียไปของตนกลับมา (ระหว่างนั้นก็เจออะไรบ้าบอมากมายก่ายกองถ้าเล่าในนี้สิบหน้าก็ไม่จบ เอาง่ายๆคือแนะนำให้ไปดูอนิเมะ)
FMA มีอนิเมะสองเวอร์ชั่นนะคะ เวอร์ชั่นแรกตอนปี2003-2004เป็นอนิเมะที่ทำออกมาระหว่างที่คนเขียนยังเขียนเรื่องไม่จบแต่อนิเมะจบก่อนเลยจะมีเรื่องราวตอนหลังๆที่จะสร้างขึ้นใหม่ ส่วนเวอร์ชั่นคือBrotherhoodของปี2009-2010 เป็นเรื่องที่ทำออกมาเหมือนหนังสือการ์ตูนเลยเท่าที่รู้มาเพราะทำตอนหนังสือการ์ตูนจบพอดี เราดูแต่เวอร์ชั่นแรกเพราะคิดว่าเวอร์ชั่นBrotherhoodภาพมันไม่ค่อยสวยเท่าอันแรกค่ะ(จริงๆคือน่าจะคิดไปเองรึเปล่า) แต่ก็ว่าจะไปหาBrotherhoodมาดูเพราะอยากรู้ว่าตอนจบจริงๆมันจะเป็นยังไง(จริงๆคือคิดถึงเอ็ดเวิร์ดเหลือเกิน)

เดี๋ยวนะคือจะมาบอกต่อเรื่องข่าวที่จะทำภาคคนแสดงว่ะ แต่คือนี่เผยแต่ความโอตะในอนิเมะ...คือหยุดไม่ได้จริงๆ ขอต่ออีกหน่อยนะ
"มนุษย์...ไม่สามารถได้อะไรมาโดยไม่สูญเสียสิ่งใดไปเลย
การที่จะได้อะไรมานั้น...จำเป็นต้องจ่ายสิ่งที่เท่าเทียมกันออกไป
นี่ก็คือ "กฏการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม"
ซึ่งเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่า มันเป็นสัจจะของโลก"
"คนเราไม่สามารถที่จะได้อะไรมาโดยไม่เสียบางสิ่งบางอย่างไปเป็นการแลกเปลี่ยน...
การที่คนเราได้สิ่งใดมานั้นจำเป็นต้องแลกด้วยสิ่งที่มีค่าเท่าเทียมกัน
...นี่คือกฏการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกันของการเล่นแร่แปรธาตุ"  
สองquoteนี้คือคล้ายๆกันแต่คำพูดพวกนี้ในอนิเมะเป็นอะไรที่เราชอบมาก เพราะมันทำให้เห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่อนิเมะดูสนุกๆแต่เป็นอนิเมะที่สอนให้เราคิดเกี่ยวกับชีวิตของเราด้วย กฎการแลกเปลี่ยนของการเล่นแร่แปรธาตุก็ไม่ต่างอะไรจากพื้นฐานการใช้ชีวิตของทุกอย่าง เพราะไม่มีอะไรได้มาฟรีๆเราจะต้องจ่ายอะไรออกไปเพื่อจะได้อะไรกลับมา

ในที่สุดก็จะเข้าเรื่อง Live Action แล้วค่ะ!
(พรบมืออออ สุดท้ายนี้การเผยความโอตะก็จบสิ้นขอเชิญเข้าสู่วงการติ่ง)
หนังมีกำหนดจะถ่ายทำกันที่อิตาลีในเดือนมิถุนา-กรกฎาปีนี้ และจะเข้าโรงฉายในฤดูร้อนปี 2017
นี่คือตื่นเต้นแบบหายใจไม่ทัน ใจเต้นรัวตั้งแต่ประกาศพระเอกของเรื่องตอนนี้ยังไม่หาย และรายชื่อนักแสดงโดยคร่าวๆได้ออกมาแล้ว โดยมีรายชื่อผู้เข้าประกวดดังต่อไปนี้ค่ะ (แต่น แตน แต๊นนนน)

YAMADA RYOSUKE as EDWARD ELRIC
ยามาดะ เรียวสุเกะ เซ็นเตอร์สุดสวยและหล่อในเวลาเดียวกันแห่ง Hey! Say! JUMP (อวยเมนแปป) 
เพิ่งจะโปรโมตAssassination Classroom ภาคสองไปหมาดๆ(หรือน่าจะมีโปรโมตต่ออยู่ ณ ตอนนี้) งานละครไม่มีเห็นมีเข้าแต่งานภาพยนตร์มาเต็มมากในสองปีที่ผ่านมา เต็มที่เราว่าก็...4เรื่องนะ Assassination Classroom ภาค1และ2, Grasshopper และนับรวมFMAไปด้วย เรื่องความสามารถทางการแสดงของยามะเรียวนี่ไม่ต้องพูดถึงค่ะ คนนี้เล่นละครมาตั้งแต่JUMPยังไม่เดบิวต์เลยด้วยซ้ำ มีงานละครเข้าแทบจะทุกปีตั้งแต่2006 มีปีสองปีเนี่ยแหละที่ไม่เห็นมีละครเลย(ติ่งเสียใจมาก) ยามะเรียวเหมือนจะเดินสายอนิเมะ(ส่วนยูโตะเป็นสายพระเอกนิยาย)เพราะบทที่ได้นี่มักมาจากหนังสือการ์ตูน ตั้งแต่ละครเรื่องแรกที่เล่นเป็นริวจากโรงเรียนนักสืบQ หลานปู่อย่างคินดะอิจิที่ตอนแรกเล่นแค่หนังSpecialก็มาต่อเป็นละครภาคNEO มาเป็นนางิสะจากAssasination Classroom และก็มาได้รับบทเอ็ดเวิร์ด เอริคนี้อีก ล่าสุดที่ทุกคนเอ่ยปากชมกันไม่หวาดไม่ไหวคือละครพิเศษของทางNTV 24Hrs เรื่องOkasan, Ore wa Daijoubuที่ยามะเรียวลงทุนลดน้ำหนักไปหลายโลเพื่อจะเล่นบทนี้(จากแก้มจะแตกกลายเป็นหน้าเรียวแบบสาวสวย แต่แลดูตัวเล็กมากบางเกิน) เล่นดีมากน้ำตาท่วม ส่วนบท"นางิสะ"จากเรื่องอันซัทสึ ตอนแรกเราเฉยๆกับการที่ยามะเรียวได้บทนี้เพราะคิดว่ามันไม่ค่อยเข้า แต่พอได้ดูหนังภาคแรกเท่านั้นแหละ...พูดได้เลยว่าไม่มีใครเล่นบทนางิสะได้ดีเท่าคนนี้แน่ๆ ในหนังสือการ์ตูนเป็นยังไง ยามะเรียวสามารถถ่ายทอดตัวละครออกมาได้อย่างนั้นเลย(บอบบาง สาวน้อยสุดไรสุด) หนังก่อนหน้าอันซัทสึภาคล่าสุดก็Grasshopperที่ดัดแปลงมาจากหนังสือนิยาย ยามะเรียวเล่นเป็นนักฆ่ามืออาชีพชื่อเซมิ ที่พอดูตัวอย่างหนังแล้ว...ภาพนางิสะสาวน้อยหายไปทันทีเพราะนี่มันไม่ใช่คนคนเดียวกัน! ยามะเซมิดูโหดมาก โรคจิตมากและเท่มากมากแบบมากมาก นี่รอดูอย่างใจจดใจจ่อเพราะดีวีดีหนังเพิ่งวางแผงค่ะ รอคนแปลซับไทย...กะจะซื้ออุดหนุนแต่ไม่มีปัญญาฟังญี่ปุ่นออกค่ะ ยกเลิกแผนช่วยปั่นยอดขาย 

Kindaichi NEO/Assasination Classroom/Okasan, Ore wa Daijoubu/Grasshopper
วนกลับเข้าเรื่องที่เป็นจุดประสงห์ของบล็อกนี้แปป(ก่อนที่จะออกทะเลไปมากกว่านี้) คือเราบอกได้เลยว่าพอเห็นทวีตข่าวที่บอกว่า ยามาดะ เรียวสุเกะ จะมารับบทเอ็ดเวิร์ด เอริค...เรามือสั่น ใจเต้นสุด ตื่นเต้นมาก เพราะคิดมาตลอดว่าถ้าจะทำเป็นภาคคนแสดงคงไม่มีใครเหมาะกับการเป็นเอ็ดแล้วเราต้องรับไม่ได้แน่ๆไม่ว่าใครจะมาเล่นบทนี้ แต่พอเป็นคนนี้...ยอมเลยค่ะ สมบทบาทสุดๆในความเตี้ย/ตัวเล็ก(ตู้ม! โดนยามะเรียวและเอ็ดโดดถีบ!) 
ยามะเรียวเป็นคนที่มีคาแรคเตอร์และตัวตนที่มีความเอ็ดอยู่ในตัว ทั้งเตี้ย(แหนะ...ยังจะเน้นเรื่องนี้อีก) พอมาดนิ่งก็จะเท่มากๆแต่เป็นคนที่ขี้โวยวายสุดๆ ยังไงก็คงต้องจะรอดูภาพcastingที่จะออกมาช่วงกลางปีอีกที...แต่ยังไงยามะเรียวที่เป็นเอ็ดเวิร์ดก็คงจะเท่สุดๆนั่นแหละ (งานอวยไม่เคยจบ) 


________________ as ALPHONSE ELRIC
ตัวละครของอัลยังไม่มีการประกาศว่าใครจะมาเล่น แต่เราว่าจริงๆเค้าอาจจะทำเป็นCGIด้วยซ้ำละพากย์แค่เสียงเอา เพราะยังไงก็เป็นหุ่นเกาะเหล็กไม่ได้โชว์หน้าจริงของอัลป่ะ

DEAN FUJIOKA as ROY MUSTANG
ตัวละครสำคัญรองลงมา(วัดจากระดับความติ่ง)ก็จะเป็นใครไม่ได้นอกจาก พันเอกรอย มัสแตง ที่รับบทโดย ดีน ฟุจิโอกะ
คนส่วนใหญ่ไม่น่าจะรู้จักนักแสดงคนนี้(หรือถ้าพวกยุคก่อนหน้านี้อาจจะรู้จักมั้ง) เพราะขนาดเราที่ว่าดูละครญี่ปุ่นมาพอสมควรตอนแรกยังไม่รู้จักเค้าเลยถ้าไม่ได้มาดูละครดัดแปลงจากหนังสือการ์ตูนที่เพิ่งจบไปหมาดๆอย่าง Dame wa Watashi ni Koishite Kudasai หรือ "ช่วยรักฉันที่ไม่เอาไหนทีเถอะ"
พอชื่อตัวละครคนอื่นนอกจากเอ็ดเวิร์ดประกาศ พอเราเห็นชื่อดีน ฟุจิโอกะปุ๊ปก็ใจสั่น ตื่นเต้น เพราะชูนินทำให้หลงมาตั้งแต่ในเรื่องDameแล้ว แต่นอกจากในประเทศดีน ฟุจิโอกะก็เหมือนจะทำงานฟากไต้หวันฮ่องกงซะส่วนมากนะ(อันนี้เราไม่รู้รายละเอียดไม่อยากโม้มาก) เราว่าดีน ฟุจิโอกะเป็นผู้ชายญี่ปุ่นที่ดูดี มีสไตล์ไม่หวือหวาอะไรเกินไป ดูดีแบบนิ่งๆมาดๆ ภาษาอังกฤษก็ดี ภาษาจีนก็ได้ ยังไงก็ได้ค่ะ ดีไปหมดแหละค่ะ ชอบค่ะ
สรุปง่ายๆว่าเรารอดูการเป็นพันเอกมัสแตงของดีน ฟุจิโอกะอย่างติ่งที่น่ารัก คนที่เป็นแฟนอนิเมะอาจจะไม่คิดว่าดีนจะเล่นเป็นมัสแตงได้ดี แต่เท่าที่เราดูมาดของผู้ชายคนนี้ในละคร...เราว่าน่าจะพอไหวอยู่นะ ความกวนตีนแบบนิ่งๆได้อย่างน่าหมั่นไส้นี่ได้อยู่

HONDA TSUBASA as WINRY ROCKBELL
สาวสวยผมทองอย่างวินลี่จะได้ฮอนดะ ซึบาสะมาเล่น...กำลังพยายามนึกภาพ แต่ก็คงจะโอเคอยู่นะเพราะซึบาสะก็น่ารักอยู่นะ เราได้รู้จักฮอนดะ ซึบาสะจากการดูละครเรื่องKoi Naka และ หนังเรื่องAo Haru Ride ในสองเรื่องนี้เราว่าคาแรคเตอร์ของซึบาสะก็แอบคล้ายๆกันคือเป็นผู้หญิงที่ดูไม่หวานแถมยังห้าวได้อีกต่างหากเลยทำให้ตัวละครมันดูจริงใจดีไม่แอ๊บแบ๊วอะไรจนเกินไป ซึ่งก็ดูเป็นตัวตนที่เข้ากับวินลี่ในความคิดเราเพราะวินลี่ถึงแม้ว่าจะเป็นสาวสวยแต่ก็มีความแมนในตัวสูงมาก(ไม่แมนได้ไงก็เป็นช่างทำออโต้เมลอ่ะ) ซึบาสะจังดูเป็นคาแรคเตอร์ที่จะมีหยุดขี้โวยวายของยามะเรียวได้ดี รอติดตามๆ

HONGO KANATA as ENVY
ด้วยความที่เล่นบทที่คาแรคเตอร์แปลกๆมาได้หลายเรื่อง บทนี้ก็คงเหมาะกับบทโฮมุนครูสสุดโรคจิตนี้ดี ฮอนโกะเป็นคนที่มีความสามารถทางด้านการแสดงสูงมากในความคิดเรา เล่นละครและหนังมาหลายเรื่องส่วนใหญ่คือเป็นดัดแปลงจากหนังสือการ์ตูนทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็น NANA 2, Prince of Tennis, Attack on Titan, GANTZ อะไรอีกมากมายนะ รู้จักครั้งแรกก็จากเรื่องเดียวกับเรื่องแรกของยามะเรียวคือบทนักแสดงรับเชิญในตอนนึงของโรงเรียนนักสืบQ 

SATO RYUTA as MAES HUGHES
ถ้าถามว่ารู้จักซาโต้ ริวตะไหม ก็คงต้องบอกว่าเคยเห็นผ่านละครมาบ้าง เรื่องที่เคยดูก็คงเป็นเรื่องShitsuren Chocolatierที่เจ้าตัวรีบบทเป็นChocolatier หรือ คนทำชอกโกแลต(เรียกเหมือนแบบปาติซิเย่ไรงี้ป่ะ)ที่เป็นเกย์ ฮิวช์ก็เป็นอีกตัวละครในเรื่องที่เราชอบมากและเท่าที่ดูซาโต้ ริวตะซังก็น่าจะเล่นเป็นบทฮิวช์ได้ดีพอสมควรนะ

OIZUMI YO as SHOU TUCKER
โช ทัคเกอร์ นักเล่นแร่แปรธาตุผู้เอาลูกสาวมาเป็นเครื่องสังเวยการทดลอง จะรับบทโดยลุงจากเรื่องLucky Sevenเป็นเรื่องเดียวที่เราเคยดูโออิซุมิ โยเล่น ที่เหลือไม่มีข้อมูล (ฮาาาา) ขอผ่านค่ะ

UCHIYAMA SHINJI as GLUTTONY
ไม่ต้องพูดอะไรมาก แค่รูปร่างก็บอกถึงการรับบทที่ลงตัว (นิสัยไม่ดีว่ะ) อุจิยามะ ชินจิ...ถ้าใครเป็นคนที่ดูละครญี่ปุ่นก็น่าจะเคยเห็นคนคนนี้มาบ้าง อย่างน้อยก็เรื่องนี้ที่ดังมากขนาดเอามาฉายที่ช่องเจ็ดบ้านเราอ่ะ เรื่องนั้นก็คือGokusen อุจิยามะ ชินจิรับบทบาทในเรื่องGokusenต้้งแต่ภาคแรกยันหนังเล่นอยู่แค่เซ็ตซีรีย์นี้เรื่องเดียวเหอะเอาจริง 

MATSUYUKI YASUKO as LUST
เป็นคนเดียวในลิสที่ประกาศออกมาแล้วไม่รู้จัก แต่ถ้าดูจากลุคก็น่าจะพอไหวมีความเริดอยู่ แต่ไม่รู้จะรีแอคยังไงหรือออกความเห็นอะไรอ่ะเพราะไม่เคยดูเรื่องที่เค้าเล่นเลย ขอผ่านค่ะ (รู้ว่าเล่นเรื่องMotherกับมานะจังเมื่อปี2010แต่ไม่เคยดู)

ทั้งหมดทั้งมวลนี้อาจจะมองเห็นได้ชัดว่าอะไรคือจุดประสงห์ของการเขียนบล็อกบอกข่าวเรื่องการสร้างหนังภาคคนแสดงของอนิเมะ/การ์ตูนเรื่องนี้ สั้นๆได้ใจความคือ เป็นโอตะ และ เป็นติ่ง ค่ะ คำบรรยายและคำอวยคนแสดงของยามะเรียวนี่ยาวกว่าคนอื่นสามหน้ากระดาษ แต่เอาหน่า...ถึงมันจะดูเหมือนการอวยเมนและอวยอนิเมะอย่างเดียวแต่ความสามารถการแสดงของแต่ละคนก็ของจริงนะคะแถมความดีของอนิเมะก็ของจริงด้วย หลังจากนี้ก็รอการประกาศของการเริ่มถ่ายทำ ไปโลเคชั่น ภาพตัวอย่างหรืออะไรก็ว่าไร แต่ไม่ว่าอะไรจะออกมาก็ทำให้ตื่นเต้นได้ตลอดจริงๆ 
เอาจริงคือเราตั้งความหวังกับเรื่องนี้ไว้สูงมากกกกกก แบบไม่มีปิดบัง(ขนาดนี้แล้วปิดก็ไม่มิดแล้วอ่ะ) เพราะ 1)นี่คือเรื่องFMA และเป็น Edward Elric ตัวละครที่ชอบมากแบบหลงรักจริงๆแบบไม่มีอะไรจะบรรยายความชอบ 2)คนที่จะเล่นคือยามะเรียว ที่เป็นเมนที่ชอบมาตั้งแต่ตัวกระเปี๊ยก(คืออายุใกล้ๆกันว่ะจริงๆแล้ว) ความสวยความหล่อความเท่มันรวมอยู่ในคนคนเดียว 3) มันหาได้ยากมากที่ความโอตะและความติ่งจะมาบรรจบกันได้อย่างพอดิบพอดี หวังว่าหนังจะทำออกมาดีเพราะได้ข่าวว่าช่วงต้นจะทำตามเนื้อเรื่องเดิมส่วนช่วงหลังจะเป็นบทที่เขียนขึ้นมาใหม่ให้ตัวภาพยนตร์โดยเฉพาะ ยังไงก็แล้วแต่เราก็ได้แต่รอดูว่ามันจะออกมาเป็นยังไง ยามะเรียวจะไปแรดที่อิตาลีจะเริดขนาดไหน...เดี๋ยวรู้กัน

ติ่งต่อแปป หัวทองตาสีอ่อน(ใส่คอนแทคเลนส์) คือสวยไปอีกกกก
ปล1.อยากจะแนะนำละครที่เราเคยดูพวกนักแสดงพวกนี้เล่น ส่วนใหญ่จะเป็นลิงค์ของทางบ้านDark-Drama นะคะ ขออนุญาตทางเพจใน ณ ที่นี้ด้วยค่ะ 
Okasan, Ore wa Daijoubu
Kindaichi Shounen no Jikenbo N (NEO)
Dame wa Watashi ni Koishite Kudasai
Koi Naka
Blue Spring Ride (Ao Haru Ride)
Shitsuren Chocolatier
ปล2.ขออภัยหากผิดพลาดประการใดค่ะ ส่วนใหญ่ที่โพสจะเป็นจากความเห็นส่วนตัว อาจมีเหมือนส่วนที่เป็นสาระนิดหน่อยแต่หลักๆก็ติ่งแหละค่ะ
ปล3.ใครชอบเรื่องนี้บ้าง ยกมือขึ้นนนนนน
Credit
- News about casting >> T.J. Movie Review , OtakumodeOtakomu
- tumblr


- THANK YOU - 

[Movie Thought] JOKER GAME | คนเล่นดี หนังดี งานอวยเมนก็ดี

และแล้วก็ได้เวลาที่จะดู JOKER GAME ซักที
วันนี้เปิดทวีตเจอคนเอาเพลงDead or Aliveมาใส่ในคลิปยามะเนโกะเลยจุดประกายความอยากดู
บอกก่อนเลยว่านี่คือการดูรีวิวที่อวยเมนเป็นส่วนใหญ่...
             

ส่วนเหตุผลที่ดูหนังเรื่องนี้มีอย่างเดียวเลยค่ะ KAMENASHI KAZUYA นามนี้เป็นเหตุผลเดียวที่ดูหนังเรื่องนี้จริงๆเพราะหนังสือนิยายที่หนังเอามาดัดแปลงนี่ก็ไม่ได้อ่านเพราะอ่านไม่ออก ผู้กำกับคือใครก็ไม่รู้ นักแสดงคนอื่นคือใครไม่รู้จัก (แต่พอดู...ก็ว่าเคยเห็นหน้าบางคนมาบ้างนะ) เข้าเรื่องการพูดถึงหนัง

ขอพูดถึงตัวหนังก่อนแล้วกันเพราะถ้าเข้าตัวละครเลยเชื่อว่าคงจะยาวและยืดเยื้อจนลืมว่าตัวหนังมันเป็นยังไง จะรีวิวตามFirst impressionนะคะเพราะไม่รู้ว่าจะดูรอบสองเมื่อไหร่และกลัวจะความคิดต่อหนังไม่เหมือนเดิม
หนังทำออกมาได้ดีมากในระดับที่เราถือว่าเป็นหนังที่ทำให้เราตื่นเต้นตามเวลาดูได้ ปกติไม่ค่อยได้ดูหนังเชิงนี้เท่าไหร่นัก(มั้ง) เราว่าเราชอบมุมกล้องและการแพนกล้องของแต่ละshot แต่ละsceneมากเพราะมันดึงความสนใจของเราให้จดจ่อมองตามไปกับเรื่องด้วย เหมือนตอนที่พวกสายลับต้องทำการฝึกแล้วกล้องจะวนไปวนมารอบๆทุกคนในห้องจากนั้นก็จะเปลี่ยนการฝึกไปเรื่อยๆ มันทำให้มันไม่น่าเบื่อและติดตามดูไปด้วยอย่างลืมตัว พวกมุมกล้องในบางซีนก็จะออกมาได้น่าสนใจดีเพราะมันจะเป็นมุมแปลกๆที่ไม่คิดว่าจะถ่ายมุมแบบนี้แล้วถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้ แถมเวลาตัดซีนหรือฉากโน่นนี่ให้ต่อๆกันแบบไปๆมาๆก็ทำให้มีอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องด้วยแบบโคตรตื่นเต้น ยิ่งตอนที่กำลังหาของที่ซ่อนอยู่แล้วอีนี่ก็ลุ้นมากค่ะว่าจะมีคนมาเจอก่อนไหม นอกจากการตัดซีนจะทำให้ตื่นเต้นตามแล้วเพลงที่เลือกมาแต่ละตอนก็ทำได้ดีมากมาก ไม่อยากพูดรายละเอียดเยอะอ่ะแบบพวกไทม์มิ่งในฉากบางฉากหรือการเล่นสีในบางอันอะไรแบบนี้ เอาง่ายๆคือมันทำออกมาได้ดีเลยนะ ส่วนเนื้อเรื่องตอนแรกก็คิดว่าตัวเองรู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นนะแต่พอดูแล้วมันก็มีอะไรนอกเหนือจากที่คิดไว้มาก แล้วคือมีแผนซ้อนแผนซ้อนที่เราคิดไปอีกงี้ เพื่อนสายลับที่คิดว่าจะตายก็ไม่ตายงี้ อีกคนที่โดนไล่ออกก็สรุปคือได้รับคำสั่งมาก่อนหน้านั้นแล้วงี้ สรุปทั้งเรื่องคาเมะน่าจะไม่รู้อะไรที่สุดแล้วมั้งจริงๆ(มันไม่รู้ตั้งแต่มันหลงหญิงแล้วแหละ)

เข้าเรื่องตัวละครค่ะ!

คาเมนาชิ คาซียะ...คือดีมากกกกกก ทั้งหน้าทั้งผมทั้งคอสตูมทั้งการแสดง โอ่ยยยย #โปรดระวังการอวยเมน เรื่องนี้หล่อมากแบบดูผอมมากมากหน้าเรียวสุดๆ ผมสั้นแบบในเรื่องก็ชอบมากค่ะทำเอาหน้าคาเมะดูญี่ปุ่นย้อนยุคไปอีกแบบเลยค่ะ เราว่าตัวละครของคาเมะเป็นอะไรที่เหมือนจะดูออกแบบง่ายๆแบบแปลกๆ ทั้งๆที่มันก็เก่งในทุกด้านของสายลับนะแต่มันดันมีจุดที่เป็นจุดบอด แถมเป็นจุดบอดที่ใหญ่มากๆคือใจง่าย เอ้ย ใจอ่อน ไปหลงสาวอย่างช่วยสาวอะไรแบบนี้โดยที่ก็ไม่รู้อะไรซะเลยว่าเจ๊เนี่ยเป็นตัวแม่เลยนะคะ สวยขนาดนี้เนี่ยไม่ใช่เล่นๆนะคะ ดูไปก็ขัดใจกับความใจอ่อน(ง่าย)ของคาเมะเกินไป ถ้ามันไม่ไปยุ่งกับผู้หญิงนี่ภารกิจอาจจะเสร็จโดยไม่วุ่นวายขนาดนี้ก็ได้นะจริงๆแล้ว นอกจากความหล่อของคาเมะแล้ว คาเมะก็มีดีอย่างอื่นอีกเยอะค่ะ เรื่องนี้เล่นดีมากค่ะ คือยังไงดีอ่ะ พูดไปก็เหมือนอวยเมน(ก็อวยจริงๆแหละ ฮาาาา) เราว่าคาเมะเล่นดีนะทั้งสีหน้าอารมณ์ในแต่ละฉากอะไรแบบนี้ ชอบมากจริงๆ ตอนพูดภาษาอังกฤษของนางก็ไม่ได้ฟังยากขนาดนั้น(ไม่ยากเท่าคุณพระยามะพีอ่ะจริงๆ)คือดีอ่ะ อยากให้เมนพูดอังกฤษเยอะๆ...(ภาพตัดไปในรายการทาเมะทาบิเทปที่ไปออสเตรเลียแล้วอีนางพูด"ทัชชิๆ" ความดีงานมแบบในเรื่องนี้หายไปไหนคะอีคาเมะ ติ่งเพลียเลยค่ะ ฮาาาาาา) สรุปตัวละครของคาเมะค่ะ เล่นดีและหล่อมากค่ะ แต่...ใจง่ายมากค่ะ


ฟุกุดะ เคียวโกะซัง เป็นคนที่สวยมาก หน้าเด็กมาก หุ่นดี...มากมาก หน้าอกตู้มมากจริงๆ
คาแรคเตอร์ของเคียวโกะคือ Femme Fatale ในหนังดีดีนี่เอง แบบผู้หญิงลึกลับที่สรุปเป็นตัวแสบในเรื่องนิดๆเพราะทำให้พระเอกไขว้เขว(ไขว้จริงๆ คือคาเมะจะตายหลายรอบละเพราะอีเจ๊) แต่เค้าเล่นบทนี้ออกมาได้สวยมากนะขนาดโดนแขวนเอาแส้เฆี่ยนนางยังคงสวยอ่ะ ฉากสู้อะไรแบบนี้ก็ดูเท่ดี(ถึงนางจะไม่ได้สู้ขนาดนั้นก็เหอะ) ดูไปก็นั่งสงสัยนางไปว่าตอนที่คาเมะช่วยนางหลุดจากที่โดนแขวนแล้วนางก็หาชุดใส่งี้แล้วนางใส่ชุดแบบเข้ารูปพร้อมรองเท้าส้นสูง...หน้าเป๊ะไม่มีร่องรอยการโดนทำร้าย สติคนทำหนังอยู่ที่ไหนคือตลกมาก มันดูขัดสุดๆเพราะมันไม่ได้ทำให้อารมณ์ต่อเนื่องของหนังไปด้วยกันเลยจริงๆ(แต่ก็ไปนะเพราะนางสวยและจริงๆสนใจแต่คาเมะ)

จบการรีวิวแบบอวยเมนค่ะ

ใครอยากหามาดูแนะนำลองหาที่มีคนแปลซับดูนะ เห็นมีเพจแปลบางเพจเค้าแปลอยู่อ่ะ แต่อีนี่ก็ไม่กล้าเอาลิงค์มาโพสอ่ะ อยากได้หลังไมค์ค่ะ

ปล. หนังมันจบแบบเหมือนจะมีภาคต่ออ่ะ...มีนะ มีเถอะนะ ติ่งรออยู่ หนังสือมีอีกหลายเล่มนะ ตัดสินใจทำภาคต่อเร็วๆนะ
ปล2. คาเมะหล่อมากจริงๆแบบดูเหอะแล้วจะชอบ #อวยเมนขั้นสุด


- THANK YOU -

[What to Love] I LAVA YOU | ความน่ารักของความรักของภูเขาไฟ


คือก็คิดอยู่ว่าเขียนบล็อกไรดีนะ เราเพิ่งไปดูInside Outมาเขียนเรื่องนี้ดีไหมนะ แต่พอคิดไปคิดมาไม่เอาดีกว่าเพราะมันมีอะไรที่มันติดใจเรามากกว่าตัวหนัง...อะไรที่ว่าก็คือ Short Film ก่อนฉายของ Inside Out เรื่อง Lava

(พรีวิวหนังสั้น)

Lava เป็นหนังสั้นที่Pixarเอามาฉายโปะหน้าหนังหลัก แต่อยากจะบอกว่าหนังสั้นเรื่องนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าหนังหลักเลยแม้แต่นิดเดียว Lavaเป็นหนังสั้นที่น่ารักมากๆ มากๆ มากๆ เรื่องนึงเลยเท่าที่เคยดูมา มันสั้นและได้ใจความและกินใจ แล้วด้วยการที่เรื่องนี้คือหนังเพลง มันยิ่งทำให้เรื่องมันเข้าถึงใจคนได้ง่ายกว่าเดิมเข้าไปอีก

เนื้อเรื่องคือเกี่ยวกับภูเขาไฟกลางทะเลที่ร้องเพลงตามหารักแท้ แต่ท่ามกลางสิ่งต่างๆกว่าพันปีก็ไม่มีท่าทีว่าความหวังนั้นจะเป็นจริง ร้องเพลงไปเรื่อยๆเป็นเวลาหลายฟันปีนับวันเข้าลาวาในตัวก็มอดเพราะความหวังอันลิบหลี่ แต่ที่ไหนได้ในระยะเวลาที่ร้องนั่นแหละมีภูเขาไฟอีกลูกนึกที่ฟังอยู่ตลอดเวลาใต้ทะเล จนวันนึงลาวาของเขาก็มอดลงแต่ในวันนั้นภูเขาไฟอีกลูกก็ตัดสินใจที่จะขึ้นมาจากใต้ทะเล เธอจำเพลงของเขาได้และตัดสินใจร้องเพลงนั้น พอเขาได้ยินเพลงของเขาจากเธอเขาก็ผุดขึ้นมาจากทะเลอีกครั้งด้วยความดีใจ สุดท้ายภูเขาไฟทั้งสองก็ได้รักกันและอยู่เคียงข้างกันหลังจากที่รอเวลานี้มานานแสนนาน

ผู้กำกับของเรื่องนี้ (James Ford Murphy) ได้แรงบันดาลใจมาจากฮาวาย เพราะตัวเขาชอบฮาวายมากๆ ทั้งภูมิศาสตร์ ทั้งคน ทั้งเพลง ทุกอย่าง รวมไปถึงภูเขาไฟที่ฮาวายที่ยังคงปะทุอยู่ เขาจับเอาจุดนี้ของภูเขาไฟที่ยังปะทุของฮาวายมาแต่งเป็นเรื่องราวความรักที่น่ารักซะไม่มีมาให้เราดูและเอาจริงป่ะ...เอามาให้เราร้องไห้ซาบซึ้งไปกับความน่ารักของคู่รักภูเขาไฟคู่นี้ ทั้งๆที่เป็นแค่ภูเขาไฟไม่ใช่คนหรือสิ่งมีชีวิตอื่นที่เราสามารถมองแล้วเห็นความเป็นจริงได้แต่มันน่ารักมากๆ เพราะมันเล่นกับจินตนาการของเราให้คิดตามไปด้วยพร้อมฟังเพลงและอมยิ้มไปกับหนังสั้นเรื่องนี้

"What if volcanoes spend their entire life searching for love? I thought I could really have fun with this, and make it happy and wonderful.” James Ford Murphy, director of Lava

หนังสั้นนี้แสดงเห็นความรักที่ยิ่งใหญ่ที่เราใช้เวลานานหลายปีกว่าจะได้เจอใครซักคนที่จะมาอยู่เป็นคู่เรา การที่เราอยู่คนเดียวมานานไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ได้เจอใคร เขาคนนั้นอาจจะเฝ้าดูและฟังเรามาตลอด เหมือนแบบถ้าคู่กันได้ยังไงเราก็จะได้เจอกันและอยู่ได้ด้วย

(เพลงเต็ม)

ท่อนนี้เป็นท่อนที่เราชอบที่สุดในเพลง เป็นท่อนสุดท้ายตอนภูเขาไฟทั้งสองได้อยู่ด้วยกันแล้ว น่ารัก
~
I have a dream, I hope it will come true
That you’ll grow old with me and I’ll grow old with you.
We thank the earth sea, and sky we thank too.
I lava you, I lava you. 
~



 Last quote from director for the universal lesson from the film and its creation.
"Pursue the stuff you love, and great things happen."



ปล. ใครยังไม่ไปดู Inside Out ไปดูด่วนๆ จะได้ดู Lava ด้วยนะ
ปล2. อยากไปฮาวายจังงงง

Credit: สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับหนังสั้น Lava's info
           สำหรับรูปวาด Khallion's Twitter


[Movie Thoughts] Tomorrowland | ดินแดงแห่งอนาคต ความหวัง และความฝัน




I ...well I LOVE THE MOVIE!
       
Some might said it's boring...but it is NOT! It is not! Like not at all! I swear to you! I don't know about the technique or whatever to make a film a good movie or a great movie but this one, I can call it's a good movie. A great one to give us inspiration, a right one to lead us to bright and hope. Excitement and amazement make us aware and move forward and keep going on what we hope the future will be. Our hope and dream may not able to change the whole world but it at least make you not going back and diminish it away. A little change in our life may lead it to the bigger change, I believe after seeing this film. 


The main character, Casey, has an unique (well...different) belief about our world than the other basic characters, her teachers and classmates in the movie obviously. It shows in the part that she's in her classes, all the teachers teach about disaster, the ending of earth, and how it getting worst and not better. She asked 'can we fix it?', this one basic question that sound ridiculous comparing to what we saw on the news everyday whether it's earthquake, melting glacier, or the erupting volcanoes, actually can lead us to the different future than just accept that it's going to end! With her character, we lead to see the different thought about it, an optimistic one. Even though there is a small little chance of it to really change the whole thing by seeing the statistic that already calculated, but things have not happen yet, so how do we really know that this one small chance that we going to turn it down would not work. 

In the film, the scene where Nix, is he a robot or just a man from another dimension? Anyway. In that scene he talked about how it's not the fault of the monitor that showing people all the disaster and the coming of the end of their world but it's them, human beings. It's their fault for not trying to change things and fight against it but just kind of accepting it. That hits me right to my face! It's true! Really true about us people. Most of the people, and here I included myself in, are just accepting things that happen around us. That's what we did for the pasting years of the wrathful Earth. People seems to be giving up about it because they see themselves very small comparing to the nature. That is really the point of the film. It shows us what we are and hit us in our face trying to wake us up! Frank is a character that is the example of someone who gave up after seeing the future but he came back when he met the new hope and dream, Casey. Just be optimistic and never giving up because there is always a chance to change, this is what I think the film try to say.


Oh my, I feel like I'm repeating myself over and over. All about being optimistic, hoping, dreaming, and not giving up stuff. But yeah, these really are things I thought of after seeing the film. But I still have a one last thing, the one last scene I want to mention! The last scene, the very last one to the end of the movie where they show the robots going out to the world to find DREAMERS. This part make us think back to ourselves and back to the realistic point where we are just us, a small human being in the enormous world. We are not able to change the world not everyone of us but not that we can't, right? Well, it shows us that everyone of us, every single one of us may not lead the world but we are dreamers within ourselves. Everyone of us can dream and if we decide to not giving up our dream, at that point we can change the world already. The world is big enough for everyone to have a space for their dream to come true I believe that. We start to change our small individual world first then step by step we change the things around us and make it bigger and bigger. When dreamers all come together what do you think will happen? What the world might be? It all end there where dreamers touch the pins and THERE! TOMORROWLAND's in front of them.






*This is just what I think. I know there're a lot of people out there who might not agree with me but it felt good when we able to share our ideas over things. Tell me what do you think about it if you've seen the movie.
**Credit all the photos from google...I search all from there
***I think I mess up with the word 'film' and 'movie', just bare with them, okay?