และแล้วเราก็มาถึงหัวข้อบล็อกที่คนน่าจะชอบกันม๊ากมาก
นั่นก็คือ... ของกิน ...
วันนี้ (แต่ที่กินนี่หลายวันที่แล้วเพิ่งมีเวลามาเขียน) จะพาไปกิน "หอย"
มีหลากหลายหอยให้เลือกชมชิมกันเลย ทั้งหอยหลอด หอยหวาน หอยแมลงภู่ หอยเชลล์โอยยย สารพัดหอยอ่ะ ดูกันเองดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง
ร้านชื่อ "HOI HOM" หรือ ห้อยห้อม อ่านแบบติดสำเนียง ไม่ใช่ละ "หอยหอม"ค่ะ
คือจริงๆอ่านแค่ชื่อร้านก็รู้แล้วว่าขายอะไร
ร้านอยู่ที่ตลาดนัดรถไฟรัชดา ข้างๆเอสพลานาดรัชดาเลย เพิ่งจะเคยไปเหมือนกันเพราะเพื่อนนัดเจอกินกันพอดีและตัดสินใจไปร้านนี้ที่เป็นของรุ่นพี่เพราะคิดไม่ออกแล้วว่าเราจะไปไหนกันดี
บอกไว้ก่อนเลยว่าที่เขียนครั้งนี้ไม่ถึงกับจะมารีวงรีวิวว่า เห้ย รสชาติหอยมันสดกระจายถึงลิ้นโน่นนี่ อธิบายเป็นร้อยแปดถึงความเลิศเลออะไรโน่นนี่มากมายเพราะเขียนไม่ค่อยจะรู้เรื่องเท่าไหร่ที่สามารถให้ได้น่าจะเป็นรูปภาพมากกว่า
กลับมากับการเดินทางไปหาหอย ร้านอยู่โซนตู้คอนเทนเนอร์ในตลาดนัด แอบเดินเข้าไปด้านในตลาดหน่อยแต่ก็ชอบโซนนี้ดีนะ ดูเก๋ๆใช้ตู้คอนเทนเนอร์ทำร้าน ก็อาร์ทๆกันไปแบบartbox
พอเดินมาถึงโซนตู้คอนเทนเนอร์ ร้านก็จะเดินเข้ามาอีกหน่อยแล้วอยู่ทางซ้ายมือ มีบอร์ดเขียนกันไปว่าวันนี้ขุดหอยอะไรมาให้เราปิ้งกันบ้าง! มีหอยชักตีน หลอด แมลงภู่ หวาน เชลล์ เอาตามสะดวก
อันนี้เคาเตอร์ร้าน วันนี้รุ่นพี่ที่รู้จักไม่มาเฝ้าร้าน อดขอของแถมที่อุตส่าห์เตรียมใจจะได้ไว้ (ฮาา แต่จริงๆก็ได้อยู่ดีเพราะพี่อีกคนจำเพื่อนได้)
ก็บอกแล้วว่าร้านหอยก็ขอซูมหอยให้เห็นกันชัดๆหน่อย หอยหลอดตัวเบ้ง หอยหวานเป็นภูเขา หอยชักตีนที่ดึงไม่เคยออก(เสียใจ...คือไฟท์กับกองหอยชักตีนนานมาก สรุปดึงไม่ออก ไม่ใช่หอยไม่ดีแต่อีเราสิไม่ดี ปิ้งไม่เป็น)
ว่าแล้วก็ต้องจัดสิคะ มาดูเมนูกันหน่อย มากันโขยงนึงวุ่นวายมากมายเพราะกว่าพวกนี้จะนั่งกันได้ จะปักหลักกันได้ รู้สึกสงสารและขอโทษรุ่นพี่และลูกค้าท่านอื่นมา ณ ที่นี้ด้วย
หลักๆก็มีตามนี้ มีเป็นเซ็ต 3 เซ็ต 299บาท, 499บาท, 999บาท ความยากง่ายเยอะน้อยในการปิ้งก็ตามปริมาณหอย หรือถ้าจะไม่เอาเป็นเซ็ตก็มีให้เลือกเป็นอย่างๆนะ ราคาก็ตามในรูป
ตอนเรากินกันก็สั่งเป็นเซ็ตใหม่สุดมาเลยสองเซ็ต ไปกันสิบคน...เซ็ตเดียวคงเอาไม่อยู่ และแล้วหอยก็มาเป็นbucketค่ะ ในเซ็ตจะมี เอ็นหอย หอยแมลงภู่ หอยเชลล์ญี่ปุ่น หอยหลอด หอยหวาน มีครบหมดแบบไม่ต้องเลือกถ้าเลือกไม่ถูก เอามาลองให้หมด
หลังจากตรงนี้ขอเป็นรูปแบบคำอธิบายไม่เยอะแยะเพราะรูปน่าจะบอกได้หมด ถ่ายตอนเอาหอยลงตอนแรก หลังๆไม่ค่อยได้ถ่ายเพราะกินอย่างเมามัน มือเลอะ เดี๋ยวกล้องเลอะ (ฮาาาา)
ภาพหลังจากนี้ของหอย...ไม่มีค่ะ คือมือเลอะแล้วอ่ะ อันนี้หอยหลอดตัวใหญ่มาก อร่อยมาก ชอบมาก ส่วนหอยเชลล์อันนี้สั่งนอกเหนือจากในเซ็ตไปอีก4ที่ เพื่อนบอกหอยสดและตัวใหญ่ แย่งกันเยี่ยงจะฆ่ากันตาย เกิดศึกชิงหอยกันเล็กน้อย แต่ที่แอบขัดใจหน่อยนึงคือน้ำจิ้มของทางร้าน น้ำจิ้มน่าจะแซบกว่านี้หน่อย มีความรู้สึกว่ามันยังไม่ถึงรสขนาดนั้น หรืออาจจะเป็นคนชอบกินรสจัด เลยอยากได้เผ็ด โดยรวมคือดีงามหมดอ่ะ ดีงามที่ได้ของฟรี (เออะผิด)
เสร็จจากหอยก็หาอะไรกระแทกปากตบท้ายไปเรื่อยๆรอบตลาด มีของกินเยอะมาก...ขอบอกว่าเยอะมากมากกกกกกกก ทั้งของคาวของหวาน ของกินเล่น ของกินจริงจัง เดินกันรอบนึงก็หยุดกันไปหลายร้าน
สรุปเบ็ดเสร็จค่าเสียหายของหอยคือคนละ 300กว่าบาท(ล่ะมั้ง...จำไม่ได้ง่ะ) แอบงงว่าทำไมมันเท่านี้พี่ลดราคาเยอะไปหรือคิดราคาผิดรึเปล่า แลดูกินกันไปเยอะกว่านี้มากนะ ขอบคุณพวกพี่ๆด้วยค่ะและขอโทษที่วุ่นวานกันเล็กน้อยถึงปานกลาง
ใครอยู่แถวรัชดา ใครจะไปเดินเล่นตลาดนัดรถไฟ ใครอยากกินหอย ใครอยากกินซีฟู้ด ใครอยากกินอะไรปิ้งๆ หรือ ใครอยากอะไรซักอย่างที่คิดไม่ออกว่าอะไร แนะนำไปลองที่"หอยหอม"ดูนะ พ่อค้าใจดีดีงามแซบมาก วันนั้นรุ่นพี่อยู่กันสองคน...จริงๆมีกันหลายคนผลัดเปลี่ยนกันไป (ขายรุ่นพี่แปป) ของในร้านจริงๆแล้วไม่ได้มีแค่หอยนะ บางวันจะมีกุ้งมังกร ปลาหมึก หรือ กุ้งแม่น้ำด้วย ลองแวะไปกันดูนะคะ
 |
| แผนที่ร้านเครดิตจากInstagramของร้านค่ะ |
ร้านหอยหอม ตลาดนัดรถไฟรัชดา
เปิดวัน อังคาร - อาทิตย์
เวลา 18:00-24:00
Instagram: @hoihom
- THANK YOU -
วันนี้ (30.06.2015)เป็นอีกวันที่ได้ออกนอกบ้าน ช่วงนี้นานๆทีได้ออกไปบ้างเพราะทำงานที่บ้านแล้ว
อุตส่าห์ได้ออกไปทั้งที เลยพกกล้องไปด้วยซะเลย
สำหรับเรา เราว่ารูปสามารถบอกเรื่องราวของมันได้เอง แต่ในอีกแง่ เราก็สามารถใส่เรื่องราวเข้าไปในรูปได้เหมือนกันโดยที่มันอาจจะไม่เกี่ยวอะไรกับในรูปเลย
บล็อกนี้ไม่พิมพ์อะไรมากมาย แต่จะขอลงรูปรัวๆ
กล้อง : Fuji Film X-A2
แอปรูป : VSCO cam
บุลคลผู้เข้ากล้อง : หลิว, คนแถวๆบีทีเอส, ชาวต่างชาติบนเรือด่วน, หนุน, ฝ้าย, ปุยฝ้าย และ BAS
สถานที่ : บีทีเอสแบริ่ง สู่ บีทีเอสสยาม >> เรือด่วนเจ้าพระยาธงสีฟ้า >> น่านน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา >> ท่ามหาราช >> โรงยิมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ >> เวโลโดมคาเฟ่ >> หน้าตึกกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ >> มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
-THANK YOU-
ไม่รู้จะเริ่มเรื่องยังไงดีสำหรับบล็อกนี้...
คือเมื่อกี้เพิ่งดูดราม่าญี่ปุ่นเรื่อง Dr.Rintaro ตอนที่ 7 จบไป
ความรู้สึกระหว่างดูและหลังดูมันเอ่อล้นมาก
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีและน่าสนใจมากอยู่แล้ว เพราะเกี่ยวกับจิตแพทย์
จิตวิทยา ความรู้สึกและปัญหาทางจิตใจของคน (สำหรับคนที่สนใจทางด้านนี้
ขอแนะนำให้ดูเลยค่ะ หรือ ใครไม่ได้สนใจเป็นพิเศษแต่หาดราม่าซีรีย์ที่น่าสนใจดูก็จะขอแนะนำให้ดูด้วย)
ส่วนตอนนี้คือตอนที่7แล้ว พวกเนื้อเรื่องหลักก็ดำเนินไปเกือบจะถึงจุดพีคโน่นนี่และใกล้จะจบ
สำหรับดราม่าญี่ปุ่นที่เป็นตอนๆแบบนี้ในแต่ละตอนจะมีเนื้อเรื่องย่อยใส่เข้ามาด้วยเพื่อเนื้อหาและความน่าสนใจของตอนจะได้มีมากขึ้น
และตอนนี้เป็นตอนที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับเนื้อเรื่องย่อยที่ผ่านมาหลายๆตอน
ตอนที่ 7 เนื้อเรื่องย่อยจะเกี่ยวกับลูกชายของพยาบาลที่เป็นโรคซาวอง
ซินโดรมและมีอาการป่วยทางด้านการรับรู้ภาษา
ง่ายๆคือเด็กชายคนนี้เป็นออทิสติกและมีปัญหาทางการด้านสื่อสาร
ตามที่เข้าใจจากที่ดูในตอนนี้คือน้องไม่พูดแต่จะทำท่าทางหรือทำสัญญาณสื่อสารในทางอื่นแทน
เด็กที่เป็นซาวอง
ซินโดรมจะมีความสามารถพิเศษทางด้านในด้านหนึ่งอะไรประมานนั้นและเด็กในเรื่องก็มีความสามารถในการปั้นจนได้รางวัลใหญ่
แต่ที่ชอบไม่ใช่เพราะเป็นโรคที่น่าสนใจหรืออะไรแต่ชอบเพราะแง่คิดที่มีในตอนนี้
คือจิตแพทย์คนนึงในเรื่องต้องการจะทำการวิจัยเกี่ยวกับโรคซาวองนี้และต้องการแสกนMRI
แต่หมอประจำตัวคนไข้อย่างรินทาโร่(ตัวเอก)เป็นห่วงว่าเด็กจะไม่สามารถทนการเข้าไปอยู่ในเครื่องแสกนอย่างนั้นนานๆได้
แล้วยิ่งถ้าจะให้บังคับก็จะยิ่งมีปัญหาในการสื่อสารเข้าไปใหญ่เพราะเด็กอาจจะปิดกั้นตัวของเค้ากับแม่หรือคนรักษาได้
แม่ของเด็กและรินทาโร่จึงปฏิเสทที่ให้ร่วมมือกับการวิจัย
แล้วสรุปคือ...เด็กคนนี้ยอมเข้าแสกนสมองเพื่อการวิจัยเอง
ฉากที่น้องวิ่งเข้าไปหาหมอรินทาโร่เพื่อจะบอกความต้องการของตัวเอง
ไปหยิบแผ่นฮิรากานะเพื่อจะสื่อสาร เป็นฉากที่ทำเราร้องไห้ มันตื่นตันมันรู้สึกซึ้งและกินใจอย่างบอกไม่ถูก
ฉากนี้สื่อออกมาได้ดีมาก มันทำให้เราได้เห็นว่าเด็กคนนี้มีความคิดที่ดีมาก
มองว่าถ้าตัวเองเสียสละในการเข้าแสกนเพื่อเอาไปวิจัยนี้ก็อาจจะช่วยให้มีการรักษาหรือช่วยเหลือเด็กคนอื่นๆที่เป็นโรคเดียวกับเขามากขึ้นในก็อนาคตได้ (ดูไปร้องไห้ตามไปเลยค่ะ มันแบบ...ตื้นตันกับการที่น้องพยายามสื่อสารและความคิดของน้อง)
คือมัน...ดีมาก
มันดีมากจริงๆ พอถึงตรงนี้ปุ๊ปมันแบบอารมณ์ล้นมากว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงคิดได้ขนาดนี้
และการที่เค้ามีปัญหาทางด้านการรับรู้มันก็ยากในการที่เค้าจะสื่อสารอยู่แล้ว
แต่เค้าพยายามที่จะพูดจะบอกสิ่งที่ตัวเองอยากจะบอกได้ ตอนนี้เราว่าเค้าทำดีมาก ไม่ได้จะบอกแค่ว่าเด็กมีความคิดแต่ก็เหมือนจะบอกคนดูด้วยว่าให้คิดถึงคนอื่นและทำเพื่อคนรอบข้างตัวเองไปด้วย
ไม่ใช่แค่คิดถึงตัวเองในตอนนี้ แต่คิดถึงสิ่งที่จะช่วยทำให้มันดีขึ้นในอนาคตจากการเสียสละหรือการกระทำของเรา
ขอเพิ่มเติมนิดนึง คือตอนแรกกะจบๆสวยด้วยการพูดถึงการเสียสละโน่นนี่ แต่อยากจะพูดถึงจุดที่ว่าในเรื่องเป็นคนที่เป็นออทิสติก เหมือนละครจะสื่อประมาณว่าสิ่งที่คนประเภทนี้ต้องการจากพวกเราไม่ใช่แค่ความช่วยเหลือจากด้านนอก แต่สิ่งที่เค้าต้องการที่สุดคือความเข้าใจ การเปิดใจยอมรับในความสามารถและพยายามเข้าใจความรู้สึกของเค้าแบบนี้คุณพยาบาลที่เป็นแม่และลูกชาย และไม่ใช่แค่เราที่เป็นห่วงและอยากปกป้องเค้าแต่เค้าก็เป็นห่วงและอยากปกป้องเราเหมือนกัน
ปล. ขอโทษที่แคปรูปมาโดยไม่ได้รับอนุญาตค่ะ ขอโทษและขอบคุณทีมงานDark Dramaด้วยค่ะ
ปล2. เนื้อหาอาจจะมีผิดโน่นนี่เพราะเป็นความคิดของเราหลังจากที่ได้ดูตอนนี้จบ ข้อมูลอาจจะผิดหรือยังไงก็ขอโทษด้วยนะคะ
ไม่รู้มีใครคิดเหมือนเรารึเปล่า
เวลาอากาศดีดี ฟ้าใส เมฆสวยแบบวันนี้
เราชอบแดด ชอบแสงสะท้อนของแดด ชอบเงาของแดด
ยิ่งเวลาขับรถผ่านตามทางไปเรื่อยๆ มีต้นไม้ริมทาง
โดนแดดบ้าง มีเงาบังบ้าง มีแสงสะท้อนจากกระจกรถบ้าง
เมื่อตอนสงกรานต์ไปสหราชอาณาจักรมา...พูดซะเต็มยศ ง่ายๆก็คือ UK นั่นแหละ
มีอย่างนึงที่ได้ไปสัมผัสแล้วทำให้ชอบมากๆ
สิ่งที่เราชอบมากๆนี้ไม่ใช่ผู้คนที่อัธยาศัยดี
ไม่ใช่เมืองที่จัดเป็นระเบียบ ไม่ใช่ตึกที่ออกแบบมาสไตล์ยุโรปเก่าสวยงามตามทาง
ไม่ใช่ความสะดวกสบายของรถไฟฟ้าใต้ดินที่มีสถานีเยอะแยะเต็มไปหมด
ทุกอย่างที่พูดมาเราก็ชอบหมดนะแต่ความชอบของเราครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะหลายๆอย่างรวมกันมากกว่าและเกิดขึ้นที่
“สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน”
หรือ คนส่วนใหญ่จะเรียกกันแบบอัพคลาสหน่อยก็ London Underground / Tube
London Underground หรือ Tube
เป็นหนึ่งในการเดินทางที่คนในลอนดอนใช่กันในชีวิตประจำวัน
ทุกวันคงมีใช้ทู้ปนี่ไม่น้อยกว่าพันคน ยิ่งช่วย Peak Timeของเขาอย่างช่วงก่อน9.30น.แล้วด้วย
อย่าหวังว่าจะได้ยืนสบายๆในรถไฟที่เล็กมากอยู่แล้วของที่นี่เลย
ตอนอยู่ที่ลอนดอน
5
วันเราก็เดินทางไปที่โน่นที่นี่โดยใช้เจ้าทู้ปเนี่ยแหละไปไหนมาไหนสะดวกดีแท้
ไม่งั้นคงไปไหนกันลำบากแย่ พอใช่ทุกวันก็เดินผ่านทุกวัน
ก็มองไปรอบๆตลอดเวลาที่เดินไปชานชาลา
ขึ้นลงโน่นนี่เปลี่ยนสายรถไฟกันสนุกสนาน(แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ค่อยสนุกด้วยนะ
เดินเยอะไป) และสิ่งนึงที่เราเห็นทุกวันของการลงใต้ดินนี้คือ Buskers หรือ
พวกนักดนตรีที่เล่นตามสถานีต่างๆทั่วลอนดอน
 |
| Buskers at London Underground station |
ครั้งแรกที่เห็นคือสนใจมากได้ยินพวกเสียงดนตรีนี่มาแต่ไกลเลยนะเป็นเพราะอยู่สถานีใต้ดินด้วย
เวลาเล่นอะไรก็จะเสียงสะท้อนกันหมด นักดนตรีที่เราเห็นส่วนมากจะเล่นกีต้าบ้าง
คีย์บอร์ดบ้าง ไม่ค่อยมีใครมายืนร้องอย่างเดียว
ส่วนมากจะมีเครื่องดนตรีติดตัวกันมาแล้วก็ร้องเพลงไปด้วย
แต่พวกที่เล่นดนตรีอย่างเดียวก็เยอะอยู่
และฝีมือทุกคนไม่ใช่เด็กๆนะถือว่าเป็นนักดนตรีมืออาชีพกันเลย เอนเตอเทนคนเก่งมาก
ผู้คนส่วนใหญ่ก็เดินผ่านไปแบบไม่ได้หันมามองสนใจอะไร แต่ก็มีหลายคนที่หันมามอง
มายิ้มให้นักดนตรี หรือบ้างก็ให้สินน้ำใจเล็กๆน้อยๆเป็นกำลังใจให้คนที่มีความสามารถพวกนี้
เราก็เป็นหนึ่งในนั่นที่สนใจและชื่นชมมากๆ
Buskers ถือเป็นหนึ่งในสีสันของรถไฟใต้ดินที่ลอนดอนที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่แถมสร้างความบันเทิงให้กับการเดินทางไปทำงานที่เคร่งเครียดหรือไปไหนมาไหนให้กับคนทุกคนอีกต่างหาก
คนที่มาเล่นมีทั้งผู้หญิงผู้ชาย คนหนุ่มสาวบ้าง คนมีอายุบ้าง
มาคนเดียวหรือมาเป็นคู่เป็นกลุ่มก็มีเยอะแยะ
แต่ทุกคนก็มาเพราะมีความฝันกันทั้งนั้น
สิ่งที่เขาได้รับไม่ใช่แค่เงินที่ได้จากคนดู(จริงๆก็ได้ด้วยนะ
แล้วรู้สึกเงินดีมากๆ)แต่เป็นประสบการณ์ที่ได้เล่นต่อหน้าคนเยอะๆ สร้างความบันเทิง
สร้างสีสัน และไม่ได้แบ่งแยกว่าเพื่อใครหรือเพื่ออะไร
มีคืนนึงกำลังจะเดินจากชานชาลา
มุมตรงหน้าทางขึ้นบันไดเลื่อนก็มีคุณลุงคนนึงกำลังเล่นคีย์บอร์ดอยู่
เราก็หันไปมองเหมือนทุกครั้งแต่ก็ไม่ได้ให้เงินเพราะตอนนั้นไม่มีเหรียญเลย และสังเกตเห็นผู้ชายคนนึงโยนเหรียญใส่ที่ใส่เหรียญของนักดนตรีแล้วพูดกับเขาว่า
“Nice job!” ...บุคคลคนนั้นหล่อขึ้นมาทันทีเลยค่ะ
หล่อในที่นี้ไม่ใช่เพราะหน้าตา แต่เพราะใจพี่หล่อมาก(Clicheมากที่พูดงี้แต่มันเป็นเรื่องจริง)
ตอนที่เราเห็นนี่คือปลื้มมาก ชอบมาก และเห็นว่าน่ารักมาก ส่วนหน้าของนักดนตรีคนนั้นก็ยิ้มไม่หุบ
บางทีแค่คำพูดเล็กๆน้อยๆและการinteractของเรากับคนอื่นนิดหน่อยก็ทำให้โลกนี้มีความสุขและน่าอยู่ขึ้นเยอะเลยนะเราว่า
เหมือนกันกับสองคนที่เราพูดถึง เขาเป็นแค่คนแปลกหน้ากัน ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
แต่เขาก็ไม่ใช่แค่หันมองกันและไม่สนใจกัน
แต่เขาเลือกทำให้ช่องว่างของคนแปลกหน้านั้นเป็นช่วงเวลาที่ดีของกันและกันได้
ตั้งใจเปิดบล็อกเพื่อที่จะมาแชร์อะไรที่อยากแชร์
พิมพ์อะไรที่อยากพิมพ์ คุยอะไรที่อยากคุยไปเรื่อยๆ
แต่ดันเขียนไปรอบเดียวก็ไม่เขียนต่อจนเกือบเดือน! จะว่าเวลาไม่มีก็ไม่ใช่ มันออกแนวคิดเยอะไปมากกว่าว่าเขียนอะไรดี
บวกกับขี้เกียจนิดๆด้วย (ฮา) มัวแต่คิดว่าอยากให้คนเข้ามาอ่านเยอะๆ
อยากให้มีคนสนใจของเราเยอะๆเลยคิดว่าจะเขียนอะไรดีที่คนจะได้เข้ามาสนใจ
แต่จริงๆเรื่องพวกนั้นมันเป็นอะไรที่ไม่สมควรคิดเลยเหอะพออยากจะทำอะไรตามใจตัวเอง
ตอนนี้เลยพยายามจะไม่คิดอะไรเยอะแยะว่าจะเขียนอะไรดี (แต่ก็คิดบ้าง
เพื่อนไม่ให้มันเวิ่นเกินไป) จริงๆเพิ่งกลับจากการไปเที่ยวมั่วๆมาที่อังกฤษ
มีเรื่องนึงที่อยากจะเขียนมากๆเกี่ยวกับอังกฤษ...เป็นอะไรที่ชอบมาก
แต่คงไม่ใช่แบบว่านำเที่ยว แนะนำสถานที่เป็นเรื่องเป็นราวเพราะความสามารถในการเก็บข้อมูลแนะนำคนนี่...น้อยมากนะ
แต่เอ๊ะจริงๆก็เป็นคนที่ชอบแนะนำคนโน่นนี่นะ...เอ๊ะยังไง ช่างเหอะ
วันนี้พอเท่านี้ดีกว่า J สวัสดีค่ะ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
Hello to my blog. Well, what do people say when they start
their new entry…I have no idea but I always seem to start mine like this since
years ago. Haha. Weird though. Anyway, I have decided to start up this blog
after I have many of them back in time when I was a teenage and all of them
probably just forgotten by me or I just closed them because I got bored easily.
Back to this, I decided to start this because I want to share whatever I want,
type whatever I think of or just saying things out there for those around the
world in this internet world. That was my first idea of doing this, but I ended
up post the first entry like…nearly month and haven’t continued it since then.
I think it happen to be so because I was thinking too much of what I want to
post or what I want to blog. I want people to read and visit my blog that’s why
I want to write something interesting for them to get attach. Well, that seems
to be a very bad idea for wanting to do whatever I want from the start. Now I
come to think of it. I will continue my blog as what I like. I will find some
topic that is interesting and I want to share and will post it on and stop
being lazy! J
My next entry probably about the thing that I experienced in UK, I went there
last week and I really have great time there. Anyway, end of blog now J See ya!