[Travel Diary] Finally, Seoul #1 | ทริปเดินวันแรก ฮงแด อีฮวา ฮานึล



안녕 มินนะซังงงง
หลังจากที่หมกไว้เกือบครึ่งปี...ได้เวลาลงทริปโซลที่ไปมาตั้งแต่เดือน10ปีที่แล้วแล้วค่าาา
นอกจากทริปนั้นจะเป็นทริปที่คิดน้อยที่สุดแล้วยังเป็นทริปที่ลงรูปช้าที่สุดด้วย
ไปประมาณห้าวันหลังจากที่ไม่ไปมาสามปี รูปก็...เหมือนจะเยอะแต่ก็ไม่ค่อยเยอะมากเท่าที่เคยถ่ายค่ะ
แต่อยากจะมาเอามาเก็บรวบรวมให้ดูดีดีในบล็อกซะหน่อย

มาเริ่มกันที่วันแรกดีกว่า :D

พอถึงโซลก็นั่งรถไฟเข้าเมืองตรงไปฮงแด เพราะพี่จองเกสเฮาส์ไว้ที่นั่น ถึงเช้าแบบมากมาก เงียบอย่างกะเมืองร้างใครก็ยังไม่ตื่น แต่ก็พอเข้าใจเพราะแถวนี้คนเยอะเฉพาะช่วงมืดๆ คนมานั่งกับเต็มสวนสาธารณะเลยเครื่องดื่มกับแกล้มพร้อม!

เกสเฮ้าส์แรกที่พักคือ Gamja Guest House ค่ะ
ไม่แน่ใจว่าเจ้าของคือคนไทยเลยหรือว่าพี่เค้าเป็นแค่สตาฟของทางเกสเฮ้าส์ ใครจะหาเกสเฮ้าส์แถวฮงแดเราแนะนำที่นี่นะคะ คือมันไม่ได้อยู่ตรงฟากมหาลัยขนาดนั้นแต่ก็ไม่ไกลมากค่ะ เดินได้อ่ะ แล้วฟากนี้คนก็ไม่เยอะแยะมากมายด้วย ตอนกลางคืนแอบเงียบไปหน่อยแค่เงียบในเชิงที่พักอาศัยอ่ะไม่น่ากลัว ของกินที่เกสเฮ้าส์ก็มีให้นะคะ เป็นขนมปังกับแยม(อันนี้ฟรีเลย) ส่วนใครจะเอาอะไรมาทำที่ครัวก็ได้ไม่ว่ากันนะแต่ก็ต้องเก็บล้างให้ด้วยค่ะ

หลังจากจัดการเก็บกระเป๋าล้างหน้าล้างตาหาอะไรลงท้องแล้วเล็กน้อยก็ได้เวลาออกเดินไปเรื่อยๆแบบไม่รู้เรื่องราวจุดหมายเท่าไหร่ (ฮาาา) ได้แผนที่มาจากพี่สตาฟเกสเฮ้าส์ด้วยค่ะ

ข้ามถนนไปฟากมหาลัยฮงแดกันเลยยย

นี่ก็เป็นงานอาร์ตกลางลานอะไรซักอย่าง เอาจริงนี่ไปโดยที่ไม่รู้ว่าอะไรเรียกว่าอะไรเลย -.- ทางเดินข้างบนด้านหลังฝากำแพงนี่มีร้าน Churros ร้านนึงอร่อยมากค่ะ ตอนแรกเราจะไปซื้อ พอเดินไปถึงหน้าร้าน...ยังไม่เปิดซะงั้น มาเช้าไปอีกกก ก็อดกินกันไป (นี่รู้ว่าอร่อยเพราะว่าไปกินร้านนี้ที่อีกสาขานึง)

ตรงถนนหลัก(มั้ง)ข้างทางก็มีร้านอาหารเต็มไปหมด...แต่ก็อีกเช่นเคย ทุกร้านเปิดสายมากหรืออาจจะเปิดเย็นไปเลย ช่วงเวลานั้นคนก็จะเยอะมากมากมากมาก นอกจากร้านอาหารก็มีร้านค้าขายของจุ๊กจิ๊กอะไรพวกนี้ด้วยค่ะ

พอเดินเล่นไปซักพัก(จริงๆหาร้านอาหารกินข้าวกลางวัน) เราก็มาจบที่ร้านหมูย่างข้างๆกับTrick Eye Museum ค่ะ ไปแบบลูกค้ารายที่สองของร้าน ร้านเพิ่งเปิดเลยแบบliterallyเพิ่งเปิดได้ไม่กี่วันเพราะข้างหน้าร้านยังมีพวกดอกไม้ยินดีอะไรอย่างนี้อยู่เลย
หมูย่างกันตั้งแต่หัววันกันเลยทีเดียว...คือไม่รุ้จะกินอะไรแล้วง่ะ ร้านเพิ่งเปิดอะไรก็ยังไม่เสร็จเลยต้องสั่งหมูมากินก่อน พนักงานพยายามช่วยมากเพราะพวกนี่ก็ไม่เป็นภาษาเกาหลีเค้าก็ไม่ค่อยได้ภาษาอังกฤษ งงกันไปเล็กน้อยแต่ไม่แย่มาก พนักงานใจดีให้จานเส้นๆนี่มาด้วยเป็นของแถม อร่อย~


กินเสร็จก็เดินมั่วกันต่อ รอบนี้ไปมั่วที่มหาลัยอื่นบ้าง ไปlandmarkที่ใครๆก็ไป(แต่เมื่อสามปีที่แล้วไม่มีใครไปนะ มันเพิ่งมาบูมช่วงปีที่ไม่ได้ไปนั่นแหละ) 
Ewha Womans University ~
มีเพื่อนเรียนอยู่ที่นี่ด้วย พอคุยตอนเย็นวันนี้ก็โดนด่ากันไปมาจะมาทำไมไม่บอก...แถมกับการโดนเฉ่งกลับมาว่าอย่าทำตัวเป็นTourist คือใจเย็นนะแก เพื่อนแกมาหลายรอบแต่เพื่อนแกก็ยังเป็นtouristไง
ระหว่างทางเดินไปมหาลัยก็มีร้านโน่นนี่เต็มไปหมดเช่นเดียวกับฮงแด แต่ที่นี่ตอนที่ไปคนเยอะกว่ามาก ร้านเสื้อผ้า ร้านอาหาร เยอะค่ะ ใครขาชอปปิ้งต้องชอบมากเพราะของให้ซื้อเยอะอยู่
Hanwha Dating Stairways 
เหมือนที่นั่งชิวก่อนเดินไปมหาลัยค่ะ ก็มีคนมานั่งกินโน่นนี่บ้าง นั่งเล่นนั่งคุยกันไป
อันนี้มากี่ครั้งก็ไม่เคยกิน พี่เลยซื้อให้ลอง แป้งหวานไปอีก ไข่ฟองนึงเต็มๆ สรุปก็...เหมือนจะอร่อยดี
เนินเดินลงไปที่มหาลัย...ปกติมหาลัยนี่ทางไปจะเป็นเขาๆนะ แต่ที่นี่มันเป็นทางลาดลงไปก่อน 
POPEYES Louisiana Kitchen...ที่ถ่ายมาไม่ใช่ไร คืออยากกิน ไม่ได้กินนานมาก แต่ก่อนมันมีขายที่ไทยเดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว เสียใจมาก มันอร่อยมาก ใครเจอที่ไหนพุ่งตัวเข้าไปกินเลยค่ะ

ฉลองการเป็นtouristที่ดีค่ะถ่ายด้านในมหาลัยมา...สองรูป แต่ได้ฉากตึกของEwhaมาด้วย คือเอาจริงมันก็สวยดี ถ้าเรียนอยู่นี่ก็คงชอบเดินไปเดินมา แต่...มันขนาดต้องเป็นที่ๆใครก็ต้องมาไหม เราว่าไม่ แต่มหาลัยน่าเรียนมาก ถึงมากที่สุด ใหญ่มาก
พวกshopping areaเราเดินไปเดินมาดูไปเรื่อยแต่ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะเราว่ามันก็ไม่มีอะไรน่าตื่นตานะ มันจะตื่นตาตอนได้ซื้อแหละค่ะ ถ้าใครจะมาก็มาดูเอาเลยยย ร้านเครื่องสำอางเยอะมาก พวกเสื้อผ้าราคาก็โอเคอยู่ มีเยอะจุกจิก ต้องมาดูเอง

พอเดินรอบEwhaแล้ว ที่ต่อไปคือ Haneul Park ที่อยู่แถว World Cup Stadium ค่ะ (ลงที่สถานีนี้เนี่ยแหละ เดินต่อไปอีกซักพัก...ใหญ่ๆ) นั่งใต้ดินมาลงที่ World Cup Stadium Stationแล้วก็เดินซ้ายมาเรื่อยๆผ่านสเตเดี่ยม เจอถนนใหญ่ ข้ามฟากแล้วเดินไปทางขวา ตรงๆๆๆๆ ก็จะเจอHaneul Parkค่ะ เค้ามีแบบซื้อตั๋วนั่งรถไฟฟ้า(น่าจะซื้อนะ ไม่น่าจะฟรีมั้งแต่ก็ไม่แน่ใจ)ขึ้นไปที่สวนด้วยมันเป็นสวนบนเขาอ่ะ ส่วนใครไม่นั่งรถก็...ฟิตๆกันไปค่ะ เดินขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ ไม่เหนื่อยค่ะ...ไม่เหนื่อยเลยจริงๆ (แต่หอบไปเลอออออ หายใจไม่ทันงี้)
พอถึงด้านบนก็อยากจะชื่นใจซะหน่อยวิวสวย...แต่หมอกลงหนักมาก สรุปไม่เห็นวิว -.- ถึงด้านบนก็เดินต่อไปอีกหน่อย ตามคนไปโลดเพราะใครๆก็มาที่นี่ แปปนึงก็ถึงทุ่งดอกหญ้า

ก่อนไปถ่ายดอกหญ้าเราขอหยุดที่มุมคอสมอสก่อนค่ะ เยอะพอสมควร แต่คนก็เยอะพอกัน 

ดอกหญ้ามาแล้วววว
จริงๆที่นี่มีงานเปิดไฟสีๆด้วย แบบฉายสีเล่นกับดอกหญ้า แต่มันหมดก่อนหน้าเราไปวันนึง แอบเสียดาย
เราไม่ได้มุดเข้าไปถ่ายรูปในดงดอกหญ้าแบบคนอื่นนะคะเพราะมันมีไม้กั้นเชือกกั้น บางคนที่ได้รูปเชิงนั้นมาส่วนนึงอาจจะแบบแอบเข้าไปอ่ะ(ทั้งต่างชาติทั้งคนเกาหลีเองด้วย ทำกันเยอะมาก) แต่เราว่าเค้ากั้นไว้ไม่ให้เข้าเราก็ไม่ควรจะเข้าไปเนอะ ดูด้านนอกมันก็สวยดีแล้วอ่ะ
รูปมีไม่เยอะอีกเช่นเคยเพราะถ่ายไปตัวแดงก็กระพริบไป แบตจะหมด!!! 

กลับไปชาร์ตแบตที่ห้องพักมาแปปนึงก่อนออกมาหาอะไรกิน ของกินก็เดินหาแถวฮงแดที่เดิมเมื่อเช้าค่ะ
ตอนแรกจะไปกินร้านนึงที่พี่ที่เกสเฮ้าส์แนะนำ ร้านดังคนเยอะมาก แต่...สรุปไม่ได้กินเพราะที่้ร้านขายแต่ไส้หมูกับเครื่องในหมู นี่ก็ไม่กินเครื่องในเลยหาร้านอื่นกัน

มาจบที่ร้านนึงในตรอกแถวๆโซนร้านค้าของฮงแดนั้นแหละค่ะ วนสองสามรอบไม่รู้จะเข้าร้านไหนก็เลยเอาร้านนี้เพราะอาจุมม่าน่ารักดี
สั่งSamgyeopsal กับ ไส้หมู พี่อยากลองไส้เลยลองสั่งมาด้วย ตอนแรกก็จะช่วยโฆษณาแต่จำชื่อร้านไม่ได้ ต้องขอโทษอาจุมม่าด้วยค่ะ


จ่ายค่าอาหารเย็นเป็นแบงค์พันวอน...อาจุมม่ามองหน้าแบบอีพวกนี้ตั้งใจแกล้งหรืออะไร คือหนูไม่ได้ตั้งใจแกล้งค่ะป้า แต่หนูแรกเป็นแบงค์พันเพราะมันได้ราคาถูกกว่าแบงค์ใหญ่อ่ะ เยอะมากด้วยไง พกจ่ายอะไรที่ก็เป็นปึกเลย อันตรายสุดๆ

ก่อนกลับก็เดินผ่านถนนเดิมเมื่อเช้า เวลาดึกๆคนจะเยอะมาก เดินไปเดินมาเต็มไปหมด มีคนมาเล่นดนตรีเปิดหมวก ร้องเพราะดีแต่ไม่ไดถ่ายวีดีโอมา 

จบวันค่ะเข้านอน 

Camera: Fuji Film X-A2
Application: VSCO Camera
Location: Seoul, South Korea
Date: 19/10/2015
- THANK YOU -

[Movie Thought] JOKER GAME | คนเล่นดี หนังดี งานอวยเมนก็ดี

และแล้วก็ได้เวลาที่จะดู JOKER GAME ซักที
วันนี้เปิดทวีตเจอคนเอาเพลงDead or Aliveมาใส่ในคลิปยามะเนโกะเลยจุดประกายความอยากดู
บอกก่อนเลยว่านี่คือการดูรีวิวที่อวยเมนเป็นส่วนใหญ่...
             

ส่วนเหตุผลที่ดูหนังเรื่องนี้มีอย่างเดียวเลยค่ะ KAMENASHI KAZUYA นามนี้เป็นเหตุผลเดียวที่ดูหนังเรื่องนี้จริงๆเพราะหนังสือนิยายที่หนังเอามาดัดแปลงนี่ก็ไม่ได้อ่านเพราะอ่านไม่ออก ผู้กำกับคือใครก็ไม่รู้ นักแสดงคนอื่นคือใครไม่รู้จัก (แต่พอดู...ก็ว่าเคยเห็นหน้าบางคนมาบ้างนะ) เข้าเรื่องการพูดถึงหนัง

ขอพูดถึงตัวหนังก่อนแล้วกันเพราะถ้าเข้าตัวละครเลยเชื่อว่าคงจะยาวและยืดเยื้อจนลืมว่าตัวหนังมันเป็นยังไง จะรีวิวตามFirst impressionนะคะเพราะไม่รู้ว่าจะดูรอบสองเมื่อไหร่และกลัวจะความคิดต่อหนังไม่เหมือนเดิม
หนังทำออกมาได้ดีมากในระดับที่เราถือว่าเป็นหนังที่ทำให้เราตื่นเต้นตามเวลาดูได้ ปกติไม่ค่อยได้ดูหนังเชิงนี้เท่าไหร่นัก(มั้ง) เราว่าเราชอบมุมกล้องและการแพนกล้องของแต่ละshot แต่ละsceneมากเพราะมันดึงความสนใจของเราให้จดจ่อมองตามไปกับเรื่องด้วย เหมือนตอนที่พวกสายลับต้องทำการฝึกแล้วกล้องจะวนไปวนมารอบๆทุกคนในห้องจากนั้นก็จะเปลี่ยนการฝึกไปเรื่อยๆ มันทำให้มันไม่น่าเบื่อและติดตามดูไปด้วยอย่างลืมตัว พวกมุมกล้องในบางซีนก็จะออกมาได้น่าสนใจดีเพราะมันจะเป็นมุมแปลกๆที่ไม่คิดว่าจะถ่ายมุมแบบนี้แล้วถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้ แถมเวลาตัดซีนหรือฉากโน่นนี่ให้ต่อๆกันแบบไปๆมาๆก็ทำให้มีอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องด้วยแบบโคตรตื่นเต้น ยิ่งตอนที่กำลังหาของที่ซ่อนอยู่แล้วอีนี่ก็ลุ้นมากค่ะว่าจะมีคนมาเจอก่อนไหม นอกจากการตัดซีนจะทำให้ตื่นเต้นตามแล้วเพลงที่เลือกมาแต่ละตอนก็ทำได้ดีมากมาก ไม่อยากพูดรายละเอียดเยอะอ่ะแบบพวกไทม์มิ่งในฉากบางฉากหรือการเล่นสีในบางอันอะไรแบบนี้ เอาง่ายๆคือมันทำออกมาได้ดีเลยนะ ส่วนเนื้อเรื่องตอนแรกก็คิดว่าตัวเองรู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นนะแต่พอดูแล้วมันก็มีอะไรนอกเหนือจากที่คิดไว้มาก แล้วคือมีแผนซ้อนแผนซ้อนที่เราคิดไปอีกงี้ เพื่อนสายลับที่คิดว่าจะตายก็ไม่ตายงี้ อีกคนที่โดนไล่ออกก็สรุปคือได้รับคำสั่งมาก่อนหน้านั้นแล้วงี้ สรุปทั้งเรื่องคาเมะน่าจะไม่รู้อะไรที่สุดแล้วมั้งจริงๆ(มันไม่รู้ตั้งแต่มันหลงหญิงแล้วแหละ)

เข้าเรื่องตัวละครค่ะ!

คาเมนาชิ คาซียะ...คือดีมากกกกกก ทั้งหน้าทั้งผมทั้งคอสตูมทั้งการแสดง โอ่ยยยย #โปรดระวังการอวยเมน เรื่องนี้หล่อมากแบบดูผอมมากมากหน้าเรียวสุดๆ ผมสั้นแบบในเรื่องก็ชอบมากค่ะทำเอาหน้าคาเมะดูญี่ปุ่นย้อนยุคไปอีกแบบเลยค่ะ เราว่าตัวละครของคาเมะเป็นอะไรที่เหมือนจะดูออกแบบง่ายๆแบบแปลกๆ ทั้งๆที่มันก็เก่งในทุกด้านของสายลับนะแต่มันดันมีจุดที่เป็นจุดบอด แถมเป็นจุดบอดที่ใหญ่มากๆคือใจง่าย เอ้ย ใจอ่อน ไปหลงสาวอย่างช่วยสาวอะไรแบบนี้โดยที่ก็ไม่รู้อะไรซะเลยว่าเจ๊เนี่ยเป็นตัวแม่เลยนะคะ สวยขนาดนี้เนี่ยไม่ใช่เล่นๆนะคะ ดูไปก็ขัดใจกับความใจอ่อน(ง่าย)ของคาเมะเกินไป ถ้ามันไม่ไปยุ่งกับผู้หญิงนี่ภารกิจอาจจะเสร็จโดยไม่วุ่นวายขนาดนี้ก็ได้นะจริงๆแล้ว นอกจากความหล่อของคาเมะแล้ว คาเมะก็มีดีอย่างอื่นอีกเยอะค่ะ เรื่องนี้เล่นดีมากค่ะ คือยังไงดีอ่ะ พูดไปก็เหมือนอวยเมน(ก็อวยจริงๆแหละ ฮาาาา) เราว่าคาเมะเล่นดีนะทั้งสีหน้าอารมณ์ในแต่ละฉากอะไรแบบนี้ ชอบมากจริงๆ ตอนพูดภาษาอังกฤษของนางก็ไม่ได้ฟังยากขนาดนั้น(ไม่ยากเท่าคุณพระยามะพีอ่ะจริงๆ)คือดีอ่ะ อยากให้เมนพูดอังกฤษเยอะๆ...(ภาพตัดไปในรายการทาเมะทาบิเทปที่ไปออสเตรเลียแล้วอีนางพูด"ทัชชิๆ" ความดีงานมแบบในเรื่องนี้หายไปไหนคะอีคาเมะ ติ่งเพลียเลยค่ะ ฮาาาาาา) สรุปตัวละครของคาเมะค่ะ เล่นดีและหล่อมากค่ะ แต่...ใจง่ายมากค่ะ


ฟุกุดะ เคียวโกะซัง เป็นคนที่สวยมาก หน้าเด็กมาก หุ่นดี...มากมาก หน้าอกตู้มมากจริงๆ
คาแรคเตอร์ของเคียวโกะคือ Femme Fatale ในหนังดีดีนี่เอง แบบผู้หญิงลึกลับที่สรุปเป็นตัวแสบในเรื่องนิดๆเพราะทำให้พระเอกไขว้เขว(ไขว้จริงๆ คือคาเมะจะตายหลายรอบละเพราะอีเจ๊) แต่เค้าเล่นบทนี้ออกมาได้สวยมากนะขนาดโดนแขวนเอาแส้เฆี่ยนนางยังคงสวยอ่ะ ฉากสู้อะไรแบบนี้ก็ดูเท่ดี(ถึงนางจะไม่ได้สู้ขนาดนั้นก็เหอะ) ดูไปก็นั่งสงสัยนางไปว่าตอนที่คาเมะช่วยนางหลุดจากที่โดนแขวนแล้วนางก็หาชุดใส่งี้แล้วนางใส่ชุดแบบเข้ารูปพร้อมรองเท้าส้นสูง...หน้าเป๊ะไม่มีร่องรอยการโดนทำร้าย สติคนทำหนังอยู่ที่ไหนคือตลกมาก มันดูขัดสุดๆเพราะมันไม่ได้ทำให้อารมณ์ต่อเนื่องของหนังไปด้วยกันเลยจริงๆ(แต่ก็ไปนะเพราะนางสวยและจริงๆสนใจแต่คาเมะ)

จบการรีวิวแบบอวยเมนค่ะ

ใครอยากหามาดูแนะนำลองหาที่มีคนแปลซับดูนะ เห็นมีเพจแปลบางเพจเค้าแปลอยู่อ่ะ แต่อีนี่ก็ไม่กล้าเอาลิงค์มาโพสอ่ะ อยากได้หลังไมค์ค่ะ

ปล. หนังมันจบแบบเหมือนจะมีภาคต่ออ่ะ...มีนะ มีเถอะนะ ติ่งรออยู่ หนังสือมีอีกหลายเล่มนะ ตัดสินใจทำภาคต่อเร็วๆนะ
ปล2. คาเมะหล่อมากจริงๆแบบดูเหอะแล้วจะชอบ #อวยเมนขั้นสุด


- THANK YOU -

[MyMeMind] Run For Flight | วิ่งขึ้นเครื่อง ระทึกสุด ส่งท้ายปี2015

こんばんは ~

เพิ่งกลับมาถึงกรุงเทพสดๆร้อนๆ(ไม่ร้อนมากคือตั้งแต่บ่ายสาม) หลังจากไปอยู่ประเทศเกาะมาเป็นเวลา...10วัน 
เป็นทริปที่ยาวนานมาก คือจริงๆมันก็ไม่ได้นานขนาดนั้นนะ แต่รู้สึกเหมือนนานมาเพราะเดินทางระหว่างเมืองเยอะ นั่งรถไฟเยอะ เหนื่อย รอบหน้าลดวันไม่เกิน7วันละไม่ไหวจริงๆ

แต่เห้ยที่มาโพสบล็อกวันนี้ไม่ใช่ไร ไม่ได้มาเล่าว่าไปไหนมาบ้างแต่มาเล่าเรื่องระทึกใจที่สุดในรอบปี2015ของเรา...และของครอบครัวเรา(เค้าก็คงจะระทึกเหมือนกันแหละ)

คือวันนี้เป็นวันที่เราบินกลับ เครื่องบินที่ซื้อตั๋วกลับไว้คือ 11โมงตรงจากสนามบินคันไซมายังบังค๊อกคุ(ออกเสียงตามคนบนเกาะ) วันก่อนหน้าก็ไม่มีไร ก็ไปซื้อตั๋วรถไฟด่วนสายตรงไปสนามบินปกติ ก็ซื้อรถไฟเที่ยว 7.47น. คือกะไปถึงก่อนเพราะนั่งไปชั่วโมงนึงถึงแล้วจะได้มีเวลาซื้อขนมที่สนามบินตามสไตล์คนไทยที่ไปขนขนมที่สนามบินหมดชั้นตลอดตลอด 

แต่!!! 
เหตุการณ์ดันไม่เป็นไปตามที่กะไว้อ่ะดิ 
วันนี้ก็ตื่นกันเช้ามาก อาบน้ำแต่งตัวเก็บของเรียบร้อยเดินมาที่สถานีรถไฟตั้งแต่เจ็ดโมง คือมาก่อนรถไฟด่วนที่จะไปสนามบินเที่ยวแรกด้วยซ้ำแต่เราก็ซื้้อเที่ยว7.47ไว้ก็ต้องรอกันไป พอจะถึงเวลาก่อนซัก10นาทีก็เคลื่อนตัวเคลื่อนกระเป๋าลงไปรอที่ชานชาลา หันไปที่ป้ายที่จะบอกว่ารถไฟขบวนไหนจะเทียบท่าบ้างแล้วงี้ ก็เห็นขึ้นว่ารถไฟจะมาช้ากว่าเวลา15นาที ก็เอ๊ะ...ทำไมวะ ปกติอีรถไฟประเทศนี้มันไม่เคยดีเลย์นะ สถิติคือทั้งปีเฉลี่ยการมาไม่ตรงเวลาของรถไฟนี่ไม่ถึง10นาทีของทั้งประเทศอ่ะ แต่ก็ไม่ได้อะไรมากก็นั่งรอต่อแถวต่อไปเพราะอีกแปปรถไฟก็คงจะมาแล้ว...แต่มันไม่เป็นแบบนั้นค่ะ เพราะจาก15นาที มันเริ่มขยับเป็น 20นาที 25นาที 30นาที และ 40นาที พอถึงจุดนี้คนรอบข้างเริ่มมีอาการกระวนกระวายเริ่มขยับตัวเดินไปหานายสถานีเพื่อจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น รถไฟจะมาไหม จะมาหรือยัง จะมากี่โมง บลาบลา ตอนคนอื่นเค้าเริ่มตระหนักถึงเหตุการณ์สุดวิสัยเราก็ยังไม่รู้สึกถึงเหตุการณ์ใดใดเท่าไหร่นัก จนกระทั่งต่างชาติที่ต่อแถวอยู่ข้างๆเริ่มโวยวายกันเองและลากกระเป๋าจะย้ายถิ่นขึ้นลิฟท์ไปที่อื่น พอถึงจุดนี้อีนี่เริ่มงงค่ะว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมทุกคนจะไปไหนวะ เห้ย...ไม่ได้ละต้องถามละ เลยหันไปถามผู้ชายข้างๆว่าพวกยูจะไปไหนกันอ่ะ เกิดอะไรขึ้นหรอ สรุปนี่จะรถไฟจะไม่มาหรอ เค้าก็บอกว่าเมื่อกี้นายสถานีบอกว่ารถไฟจะมาช้ากว่าเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง เค้าจะไปสนามบินเส้นทางอื่นแล้วไม่งั้นเดี๋ยวไม่ทันเครื่องบิน เมื่อได้ยินเช่นนั้นนี่ก็รีบวิ่งไปหานายสถานีและถามเองว่าเกิดอะไรขึ้น ตกลงรถไฟจะมากี่โมง แล้วก็ได้คำตอบแบบเดียวกันคือ รถไฟอาจจะมาช้ากว่าเวลา1 ชั่วโมง อาจจะนี่คือไม่รู้ว่าจะหนึ่งชั่วโมงไหม(ถ้าหนึ่งชั่วโมงก็คือมันจะตามตอน9โมง)หรืออาจจะช้ากว่านั้น 




พอได้ยินเยี่ยงนั้นจากนายสถานี ก็ได้เวลาที่เรารู้สึกตัวซักทีว่าต้องหาทางอะไรซักอย่างหรือไปเส้นทางอื่นนะเว้ย!ไม่งั้นตกเครื่องแน่ๆ (ณ ตอนนั้นคือเวลา 8.19น.) ก็กดหาในเว็บว่ารถไฟขบวนไหนจะมาแล้วจะได้ไปลงที่ Osaka Sta. หรือ Tennoji Sta. แล้วต่อรถไฟจากตรงนั้นไปแทน ก็มขบวนนึงจะไปTennoji Sta. พอดี ก็วิ่งสิคะ ตากชานชาลา11วิ่งไป17 พอลงไปตรง17 สรุปอีรถไฟของทางนี้ก็มาจากที่เดียวกันกับอีรถไฟด่วน...ง่ายๆคือมันก็ดีเลย์เหมือนกัน -_- สวรรค์เบี่ยงมากมาก เลยเอาวะไปรถไฟใต้ดินแทนก็ได้วะเลยจะไปrefundตั๋วที่ซื้อมาแต่พอยื่นจะrefund พนักงานที่ทางออกก็บอกว่าให้กลับไปที่รถไฟที่ซื้อไว้(อีขบวนที่ดีเลย์40นาทีนั่นแหละ) นางบอกมันจะมาแล้ว จะมาแน่ๆ นี่ถามเป็นภาษาอังกฤษหมดนะ พนักงานก็...ไม่รู้ฟังออกมากน้อยแค่ไหน นางก็บอกแค่ว่ารถไฟขบวนที่ยูจะไปอ่ะมันเป็นรถไฟด่วน เร็วสุดแล้วๆ ให้ไปรอๆ รถไฟจะมาแล้วนะจริงๆ (ง่ายๆคือจริงๆแล้วคุยไม่รู้เรื่อง บอกนางว่านี่ถ้ารถไฟที่บอกจะมาแล้วๆไม่มานี่เราจะตกเครื่องบินแน่ๆละนะ นางก็ยืนยันกันหมดทั้งสามสี่คนว่า มาแน่ๆ) ในเมื่อพนักงาน(ที่พูดไม่รู้เรื่องเท่าไหร่นัก)ยืนยันว่ารถไฟจะมาจะมา เราและครอบครัวเลยตัดสินใจวัดดวงกับพวกนางและกลับไปที่ชานชาลา11อีกครั้ง 

(คือระหว่างที่คุยกับพนักงานอยู่ มีพี่คนไทยสองคนที่จะไปรถไฟขบวนเดียวกันตัดสินใจวิ่งออกไปแล้วไปรถไฟใต้ดินแทนเพราะพนักงานอีกคนที่คุยกับพี่เค้าบอกว่าให้ไปใต้ดินๆๆๆ...สรุปพนักงานรถไฟที่นี่มันจะเอายังไง อีกพวกบอกให้กลับไปรอรถไฟ อีกพวกบอกให้ไปทางอื่น) 

พอกลับไปถึงชานชาลา จากเวลา40นาที ตอนนี้เป็นเปลี่ยนเป็น 55นาที เรากับน้องสาวก็...เอาวะ ช่างมัน รถไฟมันมาแน่ๆแหละ เพราะตอนแรกมันเอาออกไปเลยประหนึ่งว่ามันจะไม่มาแล้วแต่ตอนนี้มันเอากลับมาขึ้นแล้วแปลว่ามันต้องมาแน่ๆ 

พอยืนรอไปอีกมันก็ขึ้นเป็น 60 นาที

จาก 60 นาทีก็เป็น 65 นาที

จาก 65 นาทีก็เป็น 70 นาที

และพอ 70 นาทีนี่แหละที่บนบอร์ดขึ้นว่ารถไฟกำลังจะเทียบชานชาลาแล้ว (ณ เวลา 9.00น. คือนายสถานีที่ไปถามตอนแรกนี่แม่นมาก มันมา9โมงจริงๆด้วย) 


สรุปรถไฟมาแล้ว ! ! ! Haruka No.7 ! ! !
ตอนแรกก็คิดว่าโอเครถไฟมาแล้ว วางใจได้แล้วแต่พอนึกไปนึกว่า...เห้ยแม่งนั่งอีกหนึ่งชั่วโมงถึงจะถึงสนามบินนี่หว่า แล้วไฟลท์เราคือ 11.00น. นะเว้ย แล้วเค้าให้check-inก่อนเวลาช้าสุดคือ1ชั่วโมง หรือ 45นาทีนะเว้ย ง่ายๆคือถึงชานชาลาปุ๊ปต้องวิ่งไปที่counter check-inปุ๊ป

ระหว่างนั่งไปก็เช็คมือถือไปว่าถึงไหนแล้ว ระทึกชีวิต ระทึกหัวใจชิบหายว่าจะทันไหม 
พอถึงก็รีบบอกพ่อกับแม่ให้วิ่งขึ้นไปที่counter check-inก่อนเพราะเรากับน้องต้องวิ่งไปเอากระเป๋าสามใบที่ส่งมาสนามบินก่อนหน้านี้ ความระทึกยังไม่จบเพียงเท่าที่ถึงสนามบินแล้ว...เพราะดันวิ่งไปที่รับกระเป๋าผิดฟาก ก็ต้องวิ่ง4x100ไปอีกฟากของสนามบินเพื่อไปเอากระเป๋าแทน เหนื่อยแทบขาดใจขาแข็งมาก แล้วคือเหนื่อยแบบหอบอ่ะ ล่กสุดๆ

check-inทัน (THANKS GOD!) แต่เค้าก็บอกว่าให้รีบผ่านตม.แล้วรีบตรงไปที่เกทเลยนะ (ย้ำมากประหนึ่งว่าหน้าอีนี่บ่งบอกมากว่าจะซื้อของแน่) เราก็เป็นคนดีทำตามที่พนักงานบอก...คือถ้าไม่ทำมึงไม่ได้บินแน่ๆจริงๆเพราะcheck-inเสร็จ10.10น. กว่าจะx-rayกว่าจะต่อแถวอีก หัวใจพี่เต้นแรงมากจริงๆจากความระทึก ระทึกหลายชั้นด้วยนะไม่ใช่แค่ชั้นเดียว เพราะพอผ่านตม.ไปแล้วรีบเดินไปที่เกท...คือเกทต้องนั่งmonorailของสนามบินไปอีก แล้ววิ่งไม่ทันขบวนก่อนหน้า...คือประตูปิดต่อหน้าต่อตา! กลัวไม่ทันมาก พออีกขบวนมาก็รีบขึ้นรีบลง พอลงแล้ววิ่งไปที่เกท...ยังมีคนต่อแถวรอขึ้นเครื่องอยู่ รอด! 


A video posted by Lin Sinanun (@kiplinkip) on
ขอสรุปสาเหตุและเหตุการณ์ของรถไฟ ณ ประเทศเกาะทางภาคคันไซที่เกือบทำครอบครัวเราตกเครื่องบิน...ตามข่าว(ที่น้องไปเปิดหามาและตามที่น้องกดดิกเชนนารีจากที่เค้าบอกบนบอร์ดที่สนามบิน)เค้าบอกว่า มีอุบัติเหตุที่เกี่ยวกับคน ไม่รู้ว่าคือแบบคนพลัดตก หรือ คนกระโดดฆ่าตัวตาย หรือ อะไรมีปัญหา แต่มันบอกว่าเกี่ยวกับคนอ่ะ (ช่วงเวลาrush hourด้วยไง) เหตุเกิดที่Ibaraki เมืองทางตอนเหนือของโอซาก้าทางฟากรถไฟสายที่จะมาจากเกียวโต (แล้วรถไฟที่อีนี่จะไปมาจากทางเกียวโตพอดิบพอดี) เหตุเกิด ณ เวลา 7.34น. หรือก่อนหน้านั้นนิดหน่อยโดยประมาณ สรุปคือมันลากยาวจนมาถึงShin-Osakaแล้วมันก็เลทไปหมด 

อันนี้เว็บที่มีคนโพสเกี่ยวกับเหตุการณ์ http://matome.naver.jp/odai/2145091063492837301

นั่นแหละค่ะ คือเหตุการณ์นี่ลุ้นระทึกหัวใจและชีวิตที่สุดในรอบปีนี้ของเรา 
เป็นการฉลองครบรอบการไปประเทศเกาะครบครั้งที่10พอดี ดีงามเหลือเกิน 

ไว้เจอะเจอกันใหม่เจแปน วันหลังไม่เล่นแบบนี้นะคะลูกพี่หัวใจจะวายค่ะ
Merry Christmas Everyone :)

- THANK YOU -

[Photo Blog] S.E.O.U.L. | ณ โซล หนึ่งม้วน หนึ่งอาทิตย์

เริ่มต้นเดือนแห่งเทศกาลด้วย บล็อกไปเที่ยว!!!
พอดีว่าเมื่อเดือนตุลาไปเกาหลีมาลงซะหน่อย
เป็นทริปที่คิดน้อยที่สุด ซึ่งปกติจริงๆเวลาไปเกาหลีเนี่ยก็คิดน้อยอยู่แล้ว เพราะไปบ่อยแล้วอยู่แค่ในโซล อยากไปไหนก็ไป เดินไปไหนก็เดิน กินไหนก็กิน (แต่ตอนนั้นก็ไปแต่ที่เดิมๆ) แต่ทริปนี้มันแอบน้อยกว่าปกติไปหน่อยเพราะจองตั๋วก่อนไปแค่สามอาทิตย์ แถมอยู่ๆก็ไปแบบงงๆ(แต่ก็ไม่งงขนาดนั้น) ทริปนี้เป็นการไปเกาหลีหลังจากที่ไม่ได้ไปมาสามปี คิดถึงเกาหลีไหม...ไม่ขนาดนั้นนะ คิดถึงเพื่อนมากกว่าเพราะเหตุผลหลักของการไปคือไปหาเพื่อน คนละเหตุผลกับช่วงที่ไปบ่อยๆ...ตอนนั้นคือไปบ้าดารานักร้อง 

รอบนี้ก็พกกล้องฟิล์มไปด้วย
ถึงentryจะชื่อว่าหนึ่งม้วนแต่รูปที่ลงนี่ครึ่งม้วนเอง(ฮาาาา)
หวังตลอดว่ารูปคงออกมาดีไม่แรงรั่วเพราะก่อนหน้านี้มีปัญหาเรื่องนี้อยู่...แต่แสงก็รั่วเข้าอยู่ดี 
เสียดายนิดหน่อย แต่ก็สวยดี :)

เริ่มเลยดีกว่า

ไปช่วงที่ดอกหญ้าที่สวนฮานึลกำลังฟริ้งๆพอดี(คำอะไรวะฟริ้งๆ)
แต่วันที่ไปคือหลังวันที่เค้าจัดไฟที่สวนหนึ่งวัน...


อันนี้คือไปนั่งกินไอติมขนมชาเขียวที่O'sullocแถวอินซาดง 
สามารถเห็นการละลายของไอศครีมได้ถ่ายรูปจนไอติมละลายอ่ะคิดดิ
แล้วคือมันอร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก...แบบมากมาก

ไม่ได้ถ่ายทุกวันเพราะเอากล้องดิจิตอลไปด้วยเลยขี้เกียจหิ้วกล้องแถมบางรูปแสงรั่วจนไม่กล้าเอามาลง นานๆทีจะได้ถ่ายและล้างฟิล์มมาลง :) 

Camera: Canon AE-1
Film: Kodak Gold 200
Developer: AIRLAB
Location: Seoul, South Korea
Date: 20-24.10.2015

ps. เดี๋ยวจะลงรูปจากอีกกล้องแบบเต็มๆพร้อมคำประกอบ(ที่คงไม่อยากอ่านเยอะเท่าไหร่แต่ก็จะลง :D)

-THANK YOU-